เอนกแฉส่วนใหญ่ ‘บิ๊กตู่’ลงใต้26ธ.ค. จ่อกล่อมม็อบยาง
สปช.เปิดเวทีถกพิมพ์เขียว รธน. วิป สปช.ดึงของร้อนข้อเสนอ กมธ. ปฏิรูปการเมือง-ปฏิรูป ก.ม.ไว้รั้งท้ายวันที่ 17 ธ.ค. สมาชิกจองคิวถล่มเดือดโมเดลเลือกตั้งตรงนายกฯ-ครม. กมธ.ยกร่าง รธน.ส่อเค้าคว่ำกลางกระดาน “เอนก” ยกเสียงส่วนใหญ่ส่ายหัวดิก ไม่เอาด้วยเปลี่ยนแปลงระบบรัฐสภา เสียงแตกขุดหลุมฝังเหมาเข่งบ้านเลขที่ 111-109 “คำนูณ” ห่วงโจทย์สุดโต่งเปิดช่องรวบอำนาจ “นิพิฏฐ์” ซัดเปรี้ยงเข้าข่ายเปลี่ยนการปกครอง ยากฝ่าด่าน พท.ขย่มจ้องเขียนกติกาทำลายล้างเครือข่ายทักษิณ ไม่มีทางสงบสุข 26 ธ.ค. “นายกฯตู่” บินลงใต้ร่วมงาน 10 ปีสึนามิ พ่วงลงพื้นที่พบชาวสวนยาง ป.ป.ช.งัดข้อ อสส.ขีดเส้นไม่สั่งฟ้องคดี “ปู” จำนำข้าว ยื่นฟ้องเองภายในสิ้นปี
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะการยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขององค์กรต่างๆ ทยอยเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 15-17 ธ.ค.เพื่อให้สมาชิก สปช.อภิปรายกันอย่างเต็มที่
วิป สปช.แจงกรอบฟังความเห็น 18 กมธ.
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวถึงการประชุม สปช.วันที่ 15-17 ธ.ค. เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนวทางยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูป 18 ด้านว่า ในการประชุมสปช.วันที่ 15-16 ธ.ค. ที่ประชุมจะรับฟังความเห็นของคณะ กมธ.ปฏิรูปวันละ 7 ด้าน เริ่มจากคณะ กมธ.ปฏิรูปที่มีเนื้อหาเบาๆก่อน พร้อมให้ สปช.อภิปรายความเห็นต่อข้อเสนอของคณะ กมธ.ปฏิรูปด้านต่างๆ ส่วนในวันที่ 17 ธ.ค. จะรับฟังความเห็นของคณะ กมธ.ปฏิรูป 4 ด้านคือ คณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะ กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน คณะ กมธ.ปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีเนื้อหาค่อนข้างหนัก มีสมาชิก สปช.ขออภิปรายจำนวนมาก เมื่อสมาชิก สปช.อภิปรายครบถ้วนแล้ว จะให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมประชุม สปช.ชี้แจงการตั้งข้อสังเกตของ สปช.ด้วย จากนั้นที่ประชุม สปช.จะลงมติว่าจะส่งความเห็นของคณะ กมธ.ปฏิรูป 18 ด้านให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เชื่อว่าจะมีการลงมติเห็นชอบส่งความเห็นให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป แต่จะไม่มีการลงมติเห็นชอบข้อเสนอเป็นรายประเด็น
จองคิวถล่มโมเดลเลือกตรงนายกฯ
นายวันชัยกล่าวว่า ประเด็นที่ สปช.มีการท้วงติงความเห็นของคณะ กมธ.ปฏิรูปอย่างหนัก จะมีการแนบข้อสังเกตของสมาชิก สปช.เป็นความเห็นประกอบไว้ในรายงานที่ส่งให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ โดยประเด็นที่คาดว่าจะมีการถกเถียงกันอย่างหนักคือ ข้อเสนอของคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ที่เสนอให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.โดยตรง ซึ่งมี สปช.เห็นต่างจำนวนมาก คงจะอภิปรายกันอย่างหนัก เพราะเป็นเรื่องใหม่ ที่ สปช.ยังมีข้อข้องใจว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จมากเกินไปหรือไม่ และถ้าไม่มีการลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ จะมีการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอย่างไร เพราะสิ่งที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอมา ไม่มีรายละเอียดเรื่องการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน
กมธ.ยกร่างฯสรุปพิมพ์เขียว รธน.
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ในคณะ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ขณะนี้ กมธ.ยกร่างฯพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบทั้ง 10 คณะ ที่รับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ และประมวลออกมาเป็นข้อมูลในการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เหลือเพียงคณะที่ 9 คือที่มีนายชูชัย ศุภวงศ์ ประธานอนุ กมธ.พิจารณากรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญคณะที่ 9 ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปและลดความเหลื่อมล้ำ และที่จะขอฟังความเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นชอบกับข้อเสนอของอนุ กมธ.สารัตถะในเบื้องต้น โดยเฉพาะหมวด 1 ระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี และคณะรัฐมนตรี ที่มีนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน เสนอให้มี 2 สภา โดยสภาผู้แทนราษฎร มี ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่เปลี่ยนการนับคะแนนใหม่ยึดแบบเยอรมัน ให้นำคะแนน ส.ส.เขตไปคำนวณเป็นคะแนนนิยมสำหรับบัญชีรายชื่อ และที่มาของนายกฯให้มาจากการเลือกในสภาฯ แต่สามารถมีบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีแสดงเพื่อหาเสียงได้
เสียงส่วนใหญ่จ่อคว่ำประเด็นร้อน
นายเอนก กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. เท่าที่คณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญหารือกันเรื่องการเลือกนายกฯโดยตรง ส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยให้นายกฯมาจากระบบรัฐสภา เพราะหากไปใช้ระบบเลือกนายกฯโดยตรง จะทำให้ออกจากระบบรัฐสภา ซึ่งไม่มีประเทศในโลกที่ใช้ระบบรัฐสภา แต่มีนายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยังคงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วน โดยคณะ กมธ.ยกร่างฯเห็นว่าระบบรัฐสภามีความเหมาะสมกับประเทศไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปรับปรุงองค์ประกอบต่างๆ ให้ดีขึ้น คงเป็นเรื่องลำบากที่จะผ่านความเห็นจากคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ “เท่าที่ฟังดูใน กมธ.ยกร่างฯส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วย ไม่น่าจะรับ เพราะเท่ากับเราจะเปลี่ยนระบบรัฐสภาเป็นระบบอื่น ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่น่าผลีผลาม ไม่อย่างนั้น เราต้องมีธรรมเนียมประเพณีใหม่ ในการประชุมร่วมกับ สปช.วันที่ 15-17 ธ.ค.จะได้รับฟังเหตุผล และกมธ.ยกร่างฯอาจแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ด้วย” นายเอนกกล่าว
เสียงแตกตัดสิทธิบ้านเลขที่ 111-109
นายเอนกกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการห้ามผู้เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองไม่ให้มาดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น คณะ กมธ.ยกร่างฯ เคยพูดคุยกันบ้าง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยมี กมธ.ยกร่างฯบางส่วนเห็นว่า ไม่ควรไปเหมาเข่งตัดสิทธิกลุ่มบ้านเลขที่ 109 และบ้านเลขที่ 111 ทุกคน ควรลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิดกกฎหมายเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น แต่คนอื่นๆ ที่ได้รับผลพวงจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค และไม่ได้ร่วมกระทำผิด ไม่ควรถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปด้วย สำหรับข้อเสนอของคณะอนุกมธ.ปรองดอง เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรองดอง ซึ่งได้เสนอว่าการจะปรองดองได้ต้องมีความเข้าใจและให้อภัยกัน จึงเสนอเรื่องการนิรโทษกรรม แต่มีเสียงในกมธ.ยกร่างฯ เตือนว่าอย่าเขียนนิรโทษกรรมจนสุดขั้ว จนเกิดปัญหาความร้าวฉานเหมือนในอดีต ยอมรับว่าเรื่องความปรองดองเป็นเรื่องต้องใช้เวลา การนิรโทษกรรมต้องทำในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ต้องดูความรู้สึกและอารมณ์ของสังคมในขณะนั้น ไม่ติดใจว่าจะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะออกเป็น พ.ร.บ.หรือออกเป็นประกาศก็ได้ ในอดีตเคยทำมาแล้ว แต่อนุ กมธ.ปรองดองยืนยันหลักการว่าจะต้องไม่นิรโทษกรรมให้กับคดีทุจริต คดีที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตและคดีหมิ่นสถาบัน
เดินเกมเร็ว 18 ธ.ค.ลุยมาตราแรก
นายเอนกกล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯเริ่มร่างมาตราต่างๆ ไว้คร่าวๆ แล้ว โดยเฉพาะมาตราแรกๆ เหลือเพียงการนำความเห็นจากฝ่ายต่างๆ มาประกอบการพิจารณา ซึ่งหลังจากการประชุม สปช.ในวันที่ 17 ธ.ค.เสร็จสิ้นแล้ว คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเริ่มประชุมร่างมาตรา 1 ได้ทันทีใน วันที่ 18 ธ.ค. โดยนางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ ประธานอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ใน กมธ.ยกร่างฯได้รวบรวมข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆเขียนออกมาเป็นรายมาตรา เพื่อให้มีกรอบกฎหมายมากขึ้น แต่ยังรับฟังความเห็นไปเรื่อยๆ จนถึงกลางเดือน เม.ย.58 จะรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอีกรอบทั้ง สปช. สนช. คสช. ครม. และเอามาปรับแก้ภายใน 2 เดือน จึงส่งกลับไปขอความเห็นชอบจาก สปช.เพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากเห็นชอบก็ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป
ห่วงข้อเสนอสุดโต่งเอื้อรวบอำนาจ
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าข้อเสนอของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ที่เสนอให้เลือกนายกฯโดยตรง ยังมีคำถามหลายประการ เพราะเสนอมาแต่หลักใหญ่ๆ แต่ไม่มีรายละเอียดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับฝ่ายบริหาร กลไกการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งระบบนี้ พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครทั้งสองแบบคือ ส.ส.และผู้บริหาร ดังนั้น ส.ส.ต้องช่วยหาเสียงให้ผู้บริหารอยู่แล้ว จึงมีโอกาสสูงที่ผู้ชนะการเลือกตั้งจะได้เสียงข้างมากทั้งสองแบบ อาจเกิดการรวบอำนาจในอนาคตหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญปี 40 ระบุให้มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ มีการแยกไม่ให้ ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้ และมีกลไกคุ้มครองนายกรัฐมนตรีไม่ให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย แม้มีผลดีทำให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมเป็นครั้งแรก แต่มีผลข้างเคียงคือ ทำให้ฝ่ายบริหารสยายปีกครอบงำสภาฯ วุฒิสภา และองค์กรอิสระจนเกิดวิกฤติ ดังนั้นหากจะใช้ระบบเลือกนายกฯโดยตรง ก็ต้องระวังในประเด็นนี้ให้ดี
ยก “บวรศักดิ์” ติงไม่เชื่อแก้ซื้อเสียงได้
นายคำนูณกล่าวว่า ส่วนที่นายสมบัติมีความเชื่อมั่นว่า ระบบการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงที่ใช้ประเทศเป็นเขตการเลือกตั้ง ทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น ไม่มีใครกล้าใช้เงินจำนวนมากทุ่มซื้อเสียงนั้น ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาซื้อเสียงได้จริงหรือไม่ ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมา-ธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยปรารภในการประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ผ่านมาเคยคิดผิดมาแล้ว ตอนแก้รัฐธรรมนูญปี 40 ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ให้ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จะแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ เพราะไม่มีใครใช้เงินทุ่มซื้อเสียงได้เป็นจำนวนมากมาย แต่สุดท้ายแล้วก็คิดผิด เพราะยังมีการซื้อเสียงกันอยู่ หากจะคิดว่าการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ทำให้แก้ปัญหาซื้อเสียงได้นั้น ต้องใคร่ครวญให้ดี
ผวา ครม.-สมาชิกรัฐสภาทำงานยาก
นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างฯส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า หากจะมีการเลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรง ก็น่าเป็นห่วงการทำหน้าที่ของ ครม.และสมาชิกรัฐสภาอาจเกิดข้อยุ่งยาก และอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสังคมไทย จึงเห็นว่าควรเน้นหนักที่ระบบการตรวจสอบและระบบการคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจหรือตำแหน่งทางการเมืองจะเหมาะสมกว่า ส่วนตัวเห็นว่าบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ม.35 อนุ 4 ระบุ แล้วยังต้องไม่เคยถูกตัดสินโทษในคดีอาญา คดีการทุจริตเลือกตั้งหรือการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินและตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี จึงลงสมัครรับเลือกตั้งได้ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบคุณสมบัติ พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับทราบ ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯหลายคนเห็นด้วย
เคยต้องโทษคดีโกง ลต.หมดสิทธิ์
นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรองดอง ต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยจะตั้งคณะกรรมการอิสระชุดหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่คลี่คลายข้อขัดแย้งทั้งในอดีตและในอนาคตหากมี ส่วนเรื่องการตัดสิทธิอดีตนักการเมือง เช่น คนบ้านเลขที่ 109 และ 111 ที่เคยต้องโทษการเมือง 5 ปี กมธ.หลายคนเห็นพ้องกันว่า ควรต้องให้ความเป็นธรรม เอาโทษเฉพาะคนที่ทำผิดเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่รู้เรื่องด้วยไม่ควรต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ อดีตนักการเมืองที่เคยถูกตัดสินหรือเคยต้องโทษหรือมีคดีเกี่ยวกับการทุจริตหรือ ป.ป.ช.เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับคดีทุจริตและคดียังไม่สิ้นสุด จะไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งได้อีก ถือเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่จะคัดคนดีเข้ามา แต่ กมธ.ยกร่างฯยังไม่มีมติใดๆ ต้องรับฟังการอภิปรายของ สปช.ก่อน
ก๊วนต้านเตรียม 4 เหตุผลคัดง้าง
ด้านนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนคำแปรญัตติในการอภิปรายเพื่อคัดค้านข้อเสนอของ กมธ.เสียงข้างมากกรณีการเลือกตั้งนายกฯ-ครม.โดยตรง กล่าวว่า ตนไม่ได้ค้านหัวชนฝา แต่มีเหตุผลที่จะอภิปรายชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาการเสนอเรื่องนี้ยังไม่เหมาะสม เพราะ 1.สังคมยังแตกแยกเป็นภาคนิยมสูง หากนำมาใช้จะยิ่งนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคมยิ่งขึ้น 2.ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรของชาวบ้านยังมีมาก ชาวบ้านยังติดกับดัก นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น 3.วัฒนธรรมการเมืองไทยเมื่อแข่งขันจะเอาเป็นเอาตาย แพ้ไม่เป็น แค้นรอชำระได้ 10 ปีไม่สาย จะเป็นอันตรายต่อนายกฯจากการเลือกตั้งโดยตรง หากเป็นนายกฯที่ดีจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง มีคนปองร้ายและเคย เกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ 4.หากนายกฯจากการเลือกตั้ง มีพรรคของตัวเองสนับสนุน มี ส.ส.เสียงข้างมากในสภาจะติดปีก ผูกขาดอำนาจ อ้างว่ามาจากเสียงประชาชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา การถ่วงดุลแบบระบบกึ่งประธานาธิบดีก็ใช้ทำอะไรไม่ได้ หรือถ้านายกฯอยู่พรรค ก. แต่ในสภาพรรค ข. มี ส.ส.เสียงข้างมากจะบั่นทอน เตะตัดขา บริหารงานลำบาก เหมือนกับรัฐบาลโอบามา
ผบ.ทบ.ไม่ห่วงจุดไฟขัดแย้งรอบใหม่
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผบ.ทบ. กล่าวถึงความเห็นที่หลากหลายในการร่างรัฐธรรมนูญว่า ตรงนี้ไม่ได้ห่วง ใครอยากเสนออะไรเสนอมาได้เลย คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญรับฟังจากทุกภาคส่วนที่เสนอขึ้นมาอยู่แล้ว และอยากให้เสนอไปตามกรอบที่รัฐบาลกำหนด ตามเวทีที่จัดไว้ให้ ทั้งเวทีปฏิรูป เวทีปรองดองสมานฉันท์ ที่ คสช.จัดไว้เป็นขั้นตอนที่ดีที่สุด อย่าไปแสดงความคิดเห็นอะไรข้างนอก ข้อเสนอต่างๆในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะรัฐบาลไม่ขอลงรายละเอียดหรือแสดงความคิดเห็น ให้ผู้ที่มีหน้าที่เขาว่ากันไป แค่ขอให้เป็นไปตามกรอบที่รัฐบาลกำหนดไว้เท่านั้น สำหรับข้อเสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม เสนอให้เลือกนายกฯและ ครม.โดยตรง เชื่อว่าจะไม่กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรวมทั้งสื่อต้องช่วยกันทำความเข้าใจให้เกิดความถูกต้อง
“นิพิฏฐ์” ซัดเข้าข่ายเปลี่ยนการปกครอง
วันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของ 18 คณะ กมธ.ปฏิรูปของ สปช.ว่า ต้องรอฟังการอภิปรายและเหตุผลในที่ประชุม สปช. แต่ข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.ที่มีนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ เป็นประธานกรณีเสนอให้เลือกตั้งนายกฯและครม.โดยตรง สังคมไทยจะไม่เอาด้วยหรือไม่ผ่านด่านของ กมธ.ยกร่างฯ เพราะระบบนี้ไม่มีในโลก นายสมบัติก็ยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของโลก หากจะใช้คือไทยประเทศเดียว สิ่งที่เสนอมาไม่มีทฤษฎีการเมืองการปกครองใดในโลกรองรับ การจะใช้นวัตกรรมใหม่นี้คงไม่เหมาะสมกับประเทศไทยแน่ เพราะจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลือกตั้ง การปกครองถือเป็นเรื่องใหญ่ และมีผลกระทบรุนแรงต่อสังคมวงกว้าง อาจก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งมากขึ้นอีก
เย้ย สปช.ออกลูกมั่วขัดแย้งกันเอง
นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่เสนอให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งในระบบของเยอรมันนั้น ในระบบของเขากำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง แต่เราจะเอามาใช้โดยที่ กมธ.ปฏิรูปบางชุดเสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง จึงยังขัดแย้งทางความคิดในหมู่ สปช.กันเอง นอกจากนี้ ในระบบเลือกตั้งของเยอรมัน จำนวน ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อต้องมีจำนวนเท่ากัน แต่ กมธ.ปฏิรูปกลับเสนอให้มี ส.ส.เขต 350 คน บัญชีรายชื่ออีก 154 คน จากสองที่มา สังคมวันนี้จึงงงและสับสนกับท่านผู้รู้เหล่านี้
พท.ขู่กติกาทำลายล้างอย่าหวังจะสงบ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกและ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้ สปช.พิจารณากรอบการยกร่าง รธน.ให้รอบคอบ โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายกฯโดยตรง หากผิดพลาดขึ้นมาใครจะรับผิดชอบกับความเสียหายในอนาคต ส่วนกรณีข้อเสนอตัดสิทธิ์นักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และ 111 ไม่ให้ลงเลือกตั้ง ถ้า สปช.สรุปกรอบออกมาไม่ดี ไม่เป็นที่ยอมรับของแต่ละฝ่าย ประเทศชาติคงหนีไม่พ้นจะเกิดความวุ่นวายขึ้น ที่สำคัญเมื่อรัฐธรรมนูญออกมาจะถูกต่างชาติดูถูกกระบวนการประชาธิปไตย จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ตอบสังคมโลกลำบาก หากประชาชนไม่ยอมรับกติกาใหม่ที่ทำลายล้างคนที่เขาเคารพรัก หัวหน้า คสช.จะทำอย่างไร หากกติกาใหม่ออกมาพรรคเพื่อไทยยังถูกกระทำอีก คนไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอย่างไร
โวยส่อเจตนาล้มเครือข่าย “ทักษิณ”
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรค เพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาสกัดและต่อต้านคนในเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้การปฏิรูปถอยหลังลงคลอง ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญปี 50 พิการมากแล้ว จะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สร้างความ ขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีกหรือ รวมถึงข้อเสนอไม่ให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาเกี่ยวกับการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าทำเพื่อกีดกันพวกบ้านเลขที่ 109 และ 111 ตลอดจนพรรคเพื่อไทย จะเพิ่มความขัดแย้งมากกว่า รู้ๆกันอยู่ว่านายสมบัติเป็นพวกใคร อยู่ฝ่ายไหน ข้อเสนอนี้หวังวางยารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ เห็นชัดว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นกลุ่มขั้วอำนาจเดิมที่ไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพ ตรงกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ระบุว่าอาจมีปฏิวัติซ้อนเกิดขึ้น ทุกอย่างเชื่อมโยงกันไปหมด กลุ่มอำมาตย์กลัวว่าจะหมดบารมี เพราะสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ จึงสร้างเงื่อนไขให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศต่อไม่ได้ ขุดบ่อล่อ พล.อ.ประยุทธ์เดินตกลงไป ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์อย่าบ้าจี้ตาม
ดักคอกับดักเปิดช่อง คสช.อยู่ยาว
นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกฯโดยตรง เพราะแก้ปัญหาซื้อเสียงไม่ได้ การแก้ปัญหาซื้อเสียงต้องให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต. การเลือกตั้งนายกฯโดยตรงไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า จะไม่มีการซื้อเสียง เพราะไปซื้อเสียงตอนเลือกนายกฯได้อยู่ดี หาก กมธ.ยกร่างฯเสนอไปแล้ว ประชาชนไม่เอาด้วย จะเป็นข้ออ้างให้ คสช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เปิดโอกาสต่ออายุให้ คสช.ทำงานต่อไป หรือหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ มีการบังคับใช้ แต่ไม่ได้รับการยอมรับในอนาคต แต่ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ จะเกิดการปฏิวัติเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญอีก
ชาวบ้านหนุนให้มี ส.ว.ต่อไป
วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “สมาชิกวุฒิสภากับการปฏิรูปการเมือง” จากประชาชนทั่วประเทศ 1,250 หน่วยตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 71.36 ระบุว่าระบบการเมืองไทยจำเป็นจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาภายหลังการปฏิรูป ร้อยละ 24.64 เห็นว่าไม่จำเป็นจะต้องมี ส.ว. ร้อยละ 4 ไม่แน่ใจ ทั้งนี้ร้อยละ 62.08 ระบุว่า ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเท่านั้น ร้อยละ 31.44 ให้ ส.ว. มาจากการสรรหา และมาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ส.ว.ต้องมาจากการสรรหาเท่านั้น เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่ออำนาจหน้าที่ของ ส.ว. ร้อยละ 57.20 ควรให้มีอำนาจหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ร้อยละ 38.96 เสนอกฎหมาย ร้อยละ 36 พิจารณาเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร้อยละ 28.80 ร่วมอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ร้อยละ 14.96 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คนไทยตื่นตัวเกาะติดข่าวการเมือง
ด้านสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,628 คน เรื่องการรับรู้ข่าว “การเมือง เศรษฐกิจ สังคม” พบว่าร้อยละ 40.29 สนใจข่าวการเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยข่าวที่สนใจมากที่สุด ร้อยละ 80.84 คือ การปราบทุจริตคอร์รัปชัน คดีทุจริตของนายตำรวจใหญ่ ร้อยละ 78.38 การทำงานของ คสช.และรัฐบาล และร้อยละ 61.43 การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 48.65 สนใจข่าวเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.90 ติดตามข่าวราคาสินค้า ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ร้อยละ 66.34 การกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือเกษตรกร การส่งเสริมการค้าการลงทุน และร้อยละ 57.00 การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ
แกนนำชุมชนชอบ รบ.ปราบโกง
ขณะที่มาสเตอร์โพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง 3 เดือนรัฐบาลกับความชัดเจนในผลงาน กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชน ทั้งสิ้น 629 ชุมชน พบว่าผลงานที่เด่นชัด/เป็นรูปธรรมร้อยละ 46.0 ระบุด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 34.0 ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และร้อยละ 24.1 การสร้างความเข้าใจกับคนในชาติ ส่วนผลงานที่ยังไม่เห็นความชัดเจนเป็นรูปธรรม ร้อยละ 34.1 คือ การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 24.3 การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 8.6 การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ร้อยละ 54.6 ระบุมีความสุขเหมือนเดิม ร้อยละ 33.1 มีความสุขมากขึ้น และร้อยละ 9.1 ยังเดือดร้อนเหมือนเดิม โดยร้อยละ 38.1 เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ร้อยละ 42.5 เหมือนเดิม ร้อยละ 14.5 แย่เหมือนเดิม และร้อยละ 4.9 แย่ลง เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 51.4 ระบุเชื่อมั่นมาก-มากที่สุด ร้อยละ 33.2 ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 12.8 ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่น และร้อยละ 2.6 ไม่เชื่อมั่นเลย
ป.ป.ช.ขีดเส้นสิ้นปีฟ้องคดีข้าว “ปู”
อีกเรื่อง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ได้รับหนังสือจากคณะทำงานฝ่ายอัยการสูงสุด ขอให้ ป.ป.ช.สอบพยานบุคคลและหลักฐานต่างๆเพิ่มเติม เพื่อให้สำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าวครบถ้วนสมบูรณ์ แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่ ป.ป.ช.จะสอบให้ทุกประเด็นตามที่ฝ่ายอัยการสูงสุดร้องมา ประเด็นใดไม่เกี่ยวข้องกับคดีคงไม่สอบให้ เช่น การซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ที่ฝ่ายอัยการสูงสุดอ้างว่ามีพยานบางส่วนให้การไม่ตรงกัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสำนวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกฟ้องคดีไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว ไม่เกี่ยวกับเรื่องจีทูจี อย่างไร ก็ตาม ในวันที่ 15 ธ.ค.จะกำชับเลขาธิการ ป.ป.ช.ให้เร่งนัดวันประชุมคณะทำงาน ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุดในนัดสุดท้ายให้เร็วที่สุดภายในเดือน ธ.ค. ซึ่งภายในเดือน ธ.ค.ต้องให้ได้ข้อสรุปว่าอัยการสูงสุดจะฟ้องคดีนี้ให้หรือไม่ ถ้าไม่ฟ้องให้ ป.ป.ช.จะเป็นผู้ฟ้องเองภายในสิ้นปีนี้
ทีมทนายอัดอย่าทำงานตามกระแส
นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษากฎหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช.จะไม่สอบพยานและหลักฐานเพิ่มเติมในคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯตามที่อัยการสูงสุดเรียกร้องว่า ป.ป.ช.อย่าทำงานตามกระแส การจะสั่งฟ้องคดีต้องดูว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอจะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ การอำนวยความยุติธรรมจำเป็นต้องแสวงหาหลักฐานและพยานให้เพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา การที่อัยการสูงสุดพิจารณาคดีเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย จึงไม่ใช่การพิจารณาคดีตามอำเภอใจ ดังนั้นอย่ากดดันการทำหน้าที่ของอัยการสูงสุด หาก ป.ป.ช.จะฟ้องคดีเองแม้จะทำได้ แต่จะมีคำถามตามมาว่า 4 เดือนที่ผ่านมา ป.ป.ช.ทำตามข้อท้วงติงจากฝ่ายอัยการสูงสุดหรือไม่ ในเรื่องการสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ที่ผ่านมา ป.ป.ช.สอบแต่พยานและหลักฐานที่ให้โทษกับผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้นทีมทนายความหวังว่าการอำนวยความยุติธรรม ควรมีให้ผู้ถูกกล่าวหาด้วย หากทำคดีเร็ว แต่ไม่มีความยุติธรรม จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ถูกกล่าวหาได้
ดัน ก.ม.คุมม็อบก่อนสิ้นปี
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติฝ่ายรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายสำคัญและเร่งด่วนที่อยู่ระหว่างการจัดทำร่างเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่วยงานที่รับผิดชอบ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา เวลานี้มีทั้งหมด 37 ฉบับ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และร่าง พ.ร.บ.แรงงานทางทะเลด้วยซึ่งร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว รัฐบาลจะเร่งส่งสนช.ให้ได้ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.
26 ธ.ค. “บิ๊กตู่” จ่อลงใต้พบชาวสวนยาง
วันเดียวกัน ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 26 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มีกำหนดการเดินทางไปร่วมงานรำลึก 10 ปี เหตุการณ์สึนามิ ที่ จ.พังงา แต่จะถือโอกาสพบกับเกษตรกรชาวสวนยางพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากราคายางตกต่ำด้วยหรือไม่ คงต้องรอฟังข้อมูลจากทีมงานนายกฯที่ลงพื้นที่ไปสำรวจข้อมูลและดูตารางงานทั้งหมดก่อน คาดว่าอย่างช้าได้ข้อสรุปไม่เกินวันที่ 16 ธ.ค. อย่างไรก็ตาม นายกฯมีความ ประสงค์พูดคุยกับชาวสวนยางด้วยตัวเองอยู่แล้ว
ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษก ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า วันที่ 26 ธ.ค. นายกฯ มีแนวโน้มลงพื้นที่พบเกษตรกรชาวสวนยาง หลังเสร็จสิ้นร่วมงานรำลึก 10 ปีเหตุการณ์สึนามิ ที่ จ.พังงา เนื่องจากนายกฯต้องการลงพื้นที่รับฟังความเดือดร้อนจากประชาชนด้วยตัวเอง เพื่อติดตามแนวนโยบายรัฐบาลที่ให้ข้าราชการลงไปปฏิบัติ สร้างความเข้าใจต่อแนวทางแก้ไขปัญหา ส่วนกรณีชาวสวนยาง จ.พัทลุง นัดชุมนุมที่ศาลากลาง จ.พัทลุง ในวันที่ 19 ธ.ค. ขอให้เห็นใจรัฐบาลด้วย ที่ผ่านมาพยายามทำทุกอย่าง ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแทรกแซงราคายางที่กิโลกรัมละ 80 บาทให้ได้ก่อนสิ้นปีก็พยายามดำเนินการอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลกด้วย
“บิ๊กโด่ง” วอนชาวสวนยางอดทน
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผบ.ทบ.กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยาง เรียกร้องรัฐบาลแทรกแซงราคายางที่กิโลกรัมละ 80 บาทก่อนสิ้นปีนี้ว่า กระทรวงที่รับผิดชอบพยายามปรับราคาให้สูงขึ้น ฝ่ายความมั่นคงเองช่วยทำความเข้าใจกับชาวสวนยาง ตนใช้แนวกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยสั่ง มทภ.4 ร่วมกับ กอ.รมน.แต่ละจังหวัด ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจในพื้นที่ จนชาวสวนยางส่วนหนึ่งมีความเข้าใจแล้ว ขอให้ชาวสวนยางอดทน มั่นใจแนวทางรัฐบาล แต่จะให้ช่วยแบบทันทีทันใดคงไม่ได้ มาตรการบางอย่างต้องอาศัยเวลาค่อยเป็นค่อยไป รัฐบาลเข้าใจว่าเป็นปัญหาปากท้อง ที่รัฐบาลพยายามยกระดับความเป็นอยู่ให้สูงขึ้น แต่ปัญหาราคายางตกต่ำตกยาวต่อเนื่องมา ยืนยันรัฐบาลทำเต็มที่แล้ว