เปิดข้อเสนอกมธ.ปฏิรูป18คณะต่อสปช. ก่อนส่งต่อ'กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ'เฟ้น : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล, ขนิษฐา เทพจรรายงาน
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดประชุมวาระสำคัญวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณารายงานความเห็นหรือข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูป 18 คณะ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามกติกาที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 31 วรรคสอง กำหนดให้ สปช.เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สปช.นัดแรก คือ 19 กันยายน 2557 ทั้งนี้เพื่อเป็นปฐมบทให้กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญเดินตามปฏิทิน
สำหรับข้อเสนอแนะและความเห็นของ สปช.ส่งให้ “กรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาปฏิรูปฯ 18 คณะ" มียอดรวมทั้งสิ้น 246 เรื่อง จำแนกพร้อมสรุปประเด็นตามโครงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้สาระสำคัญดังต่อไปนี้
ภาค 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน
ในภาคนี้มีข้อเสนอเฉพาะหมวด 2 ประชาชน แบ่งเป็น “ส่วนที่ 1 ความเป็นพลเมือง” เสนอให้ยกระดับคุณภาพพลเมืองให้มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีสำนึกต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างของสังคม โดยรัฐต้องใช้หลักศาสนา คือ ให้อภัย เมตตาต่อกัน มาสร้างกระบวนการสามัคคีปรองดอง โดยมีเหตุผลเพื่อให้ความเป็นพลเมืองนำไปไปสู่กลไกป้องกันการทุจริต ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิบัติตามกฎหมาย
“ส่วนที่ 2 สิทธิ เสรีภาพของพลเมือง” เสนอให้รัฐสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนั้นยังเสนอให้สิทธิประชาชนที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือในกรณีที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ขณะที่เสรีภาพของสื่อมวลชนตอกย้ำในประเด็นความมีเสรีภาพอย่างรับผิดชอบ โดยได้เสนอเงื่อนไขการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็น พูด เขียน พิมพ์โฆษณาที่ไม่กระทบกับสิทธิส่วนบุคคล, ความมั่นคงของรัฐ, ศีลธรรมอันดี เพื่อระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ สุขภาพของประชาชน ส่วนการคุ้มครองสื่อมวลชนให้พ้นจากกลุ่มอิทธิพลของรัฐและนายทุนยังคงกำหนดไว้อย่างเข้มแข็ง โดยมีข้อเสนอให้อนาคตต้องออกกฎหมายที่ว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพเพื่อส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนด้วย
“ส่วนที่ 3 หน้าที่พลเมือง” เสนอ 5 หน้าที่หลัก คือ เสียภาษี, ดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัว, รับและมีส่วนร่วมจัดการศึกษา, พัฒนาชุมชน ประเทศ อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา, ดูแลผลประโยชน์ของสาธารณะและของรัฐ รวมถึงมีหน้าที่ป้องกันและปฏิเสธการทุจริตทุกรูปแบบ
“ส่วนที่ 4 การมีส่วนร่วมทางการเมือง” เพิ่มข้อเสนอที่มุ่งสู่ความเป็นรูปธรรม อาทิ การเลือกตั้งนักการเมืองทุกระดับจากพรรคการเมืองที่มีคุณธรรมและจริยธรรม, การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของภาคประชาชนต้องกำหนดเงื่อนเวลาโดยภายใน 3 เดือนหลังสภารับร่างกฎหมายต้องพิจารณารับหลักการวาระแรก ขณะที่ประเด็นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ, ร่วมบูรณาการทำงานกับภาครัฐ, เข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองยังคงสิทธิ์ไว้
“ส่วนที่ 5 การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ” เสนอให้ตรวจสอบทั้งระดับนโยบาย โครงการ และจริยธรรมเจ้าหน้าที่รัฐ, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง
หมวดที่ 1 ระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี ให้มีมาตรการกำกับคุณสมบัติให้นักการเมือง ผู้นำทางการเมือง ผู้แทนของประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในพรรคการเมืองมีคุณธรรม จริยธรรม ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยให้มีบทลงโทษในกรณีมีการซื้อสิทธิขายเสียง ทั้งผู้ซื้อสิทธิและขายเสียง รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง การยุบพรรคการเมืองกระทำได้เฉพาะกรณีที่พรรคการเมืองกระทำผิดร้ายแรง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ
หมวดที่ 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยกำหนดมาตรการในการสร้างและส่งเสริมค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นและตรวจสอบการสรรหา ตลอดจนความประพฤติและการปฏิบัติตนของผู้นำและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับต้องยึดหลักการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้ การจำกัดอำนาจและปรับลดบทบาทของภาครัฐลง ลดการแทรกแซงของภาครัฐในกลไกตลาดภาคเอกชน และส่วนราชการหรือหน่วยงานภาครัฐใหม่ในส่วนกลางและภูมิภาค จะต้องไม่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีการปรับยุบเลิกส่วนราชการเดิมลง ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินต้องมีการจัดแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
หมวดที่ 3 รัฐสภา กำหนดมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะของผู้นำและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐสภาที่ดี และมีบทลงโทษ ส่วนที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) การเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้มี ส.ส.จำนวน 350 คน โดยให้แบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง เขตละไม่เกิน 3 คน การเลือกตั้ง ให้ประชาชน 1 คน เลือกได้ 1 เสียง (1 คน) และให้นำคะแนนของผู้สมัครมาเรียงลำดับจากมากสุดไปน้อยสุด ให้ผู้ที่ได้คะแนน ลำดับที่ 1, 2 และ 3 เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในเขตเลือกตั้ง
ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จังหวัดละ 1 คน 77 จังหวัด และการเลือกตั้งจากกลุ่มองค์กรวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและกลุ่มอาชีพอื่นๆ จำนวน 77 คน รวมเป็น 154 คน
หมวดที่ 4 คณะรัฐมนตรี การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากประชาชนโดยตรง ให้ประชาชนเลือกตั้ง ครม.โดยตรง โดยให้ผู้สมัครระบุชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ ส่วนกรณีรัฐบาลรักษาการ ให้มีรัฐบาลคณะหนึ่งที่เป็นกลาง เพื่อรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่มีการเลือกตั้งและป้องกันมิให้รัฐบาลทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ได้รับความเป็นธรรม และสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นกลาง สุจริตเที่ยงธรรม และโปร่งใส โดยให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีและให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเองคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี กระทรวงที่ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้รองปลัดกระทรวงอันดับหนึ่งทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีแทน ให้นายกฯ รักษาการเป็นผู้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
หมวดที่ 5 การคลังและงบประมาณของรัฐ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เน้นในเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความโปร่งใส ใช้จ่ายงบประมาณและเงินกู้ต้องกำหนดแผนงาน เป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถคาดการณ์ผลล่วงหน้าได้ รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลและผลการดำเนินการเป็นประจำ ให้จัดระบบงบประมาณเป็นระบบคู่ขนาน คือ การจัดสรรงบประมาณตามภารกิจ (function-based budgeting) และการจัดสรรงบประมาณตามพื้นที่ (Area-based budgeting) เพื่อเพิ่มอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรของชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาและแก้ปัญหาของท้องถิ่น เห็นควรให้การจัดทำงบประมาณมีลักษณะที่เน้นการควบคุมที่ผลงาน (Output/Result oriented) และสร้างกลไกบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานตามภารกิจต่างๆ
หมวดที่ 6 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและนักการเมืองทุกระดับต้องรับผิดชอบพฤติกรรมและจริยธรรมของผู้ติดตาม ที่ปรึกษา และเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง สร้างระบบการถ่วงดุลอำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจน
หมวดที่ 7 การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น การคลังและการงบประมาณของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นทุกระดับต้องยึดหลักสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ให้มีองค์กรใหม่ระดับชาติ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปกครองส่วนท้องถิ่นและกำหนดขอบเขตภารกิจ อำนาจหน้าที่ และจัดดุลอำนาจและความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน รวมทั้งเพิ่มอำนาจของประชาชนในการมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการบริหารงานมากขึ้น
ภาค 3 ว่าด้วยนิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
หมวด 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม เสนอบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ รวมเร็ว และคล่องตัว โดยตำรวจมีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการในสภากิจการสภาตำรวจแห่งชาติ เพื่อกำกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง, กระจายอำนาจการบริหารราชการตำรวจเป็นตำรวจส่วนกลางและตำรวจส่วนท้องถิ่น
ขณะที่กระบวนการยุติธรรมในคดีนักการเมือง ต้องอยู่ในศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งคณะผู้พิพากษาจำนวน 5 คน มาพิจารณาเป็นรายคดี, ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีจำนวน 9 คน ดำรงตำแหน่ง 6 ปี ได้เพียงวาระเดียว, ศาลยุติธรรม เสนอให้คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เลือกมาจากผู้พิพากษาในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับหัวหน้าคณะในศาลฎีกาและมีสัดส่วนจากวุฒิสภา โดยผู้พิพากษาที่อยู่ฝ่ายบริหารมีอายุไม่เกิน 65 ปี สำหรับการเลื่อนชั้นให้เป็นไปตามสายงาน ความรู้ ความเชี่ยวชาญในแต่ละศาลที่ปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอให้ตั้งศาลคดีผู้บริโภคเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
หมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีข้อเสนอที่เป็นหลักการเดียวกันคือองค์กรตรวจสอบ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), องค์กรอัยการ ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และปรับกระบวนการทำงานที่เน้นความยุติธรรม เที่ยงธรรมและให้พนักงาน โดยเฉพาะอัยการต้องไม่รับตำแหน่งใดในรัฐวิสาหกิจ และมีข้อเสนอสำคัญ คือ “ตั้งคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ (กปช.)” เพื่อทำหน้าที่ประเมินบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ และตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ เสนอแนะนโยบายการเงิน การคลัง คือ สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผล วิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง
ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง
หมวด 1 การปฏิรูปเพื่อลดการเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ข้อเสนอยังให้ “รัฐ” เป็นพระเอกนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในรูปแบบส่งเสริม สนับสนุน จัดหา กำหนดนโยบาย พัฒนาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง รองลงมาคือการเสนอกลไกในรูปแบบของคณะทำงานเพื่อดูแลการปฏิรูปเฉพาะด้าน ในฐานะองค์กรอิสระเพื่อให้การปฏิรูปมีความต่อเนื่อง โดยเสนอให้องค์กรปฏิรูปนั้นมีอายุการทำงาน 10 ปี รวมถึงกำหนดกลไก กฎหมายที่ให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐเป็นไปบนผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
หมวด 2 การสร้างความปรองดอง เสนอกำกับการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (HATE SPECH) ที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เป็นแหล่งยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกเร้าประชาชนที่มีความแบ่งแยกทางความคิดจนนำไปสู่ความไม่ปรองดอง เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงปี 2547-2557 พบการปลุกเร้าดังกล่าวจนทำให้คนไทยมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง นอกจากนั้นเสนอข้อห้ามไม่ให้พรรคหรือกลุ่มการเมืองทำสิ่งที่เป็นการทำลายเอกภาพของชาติหรือสร้างความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ขณะที่บทบาทของรัฐต่อการสร้างความปรองดองต้องมีองค์กรที่เป็นกลไกของการสร้างความปรองดอง หรือยุติความขัดแย้ง
สำหรับการพิจารณาของ “สปช.” จะใช้เวลารวมกว่า 29 ชั่วโมง เมื่อพิจารณารายละเอียดและให้สมาชิก สปช.อภิปรายเสนอแนะเพิ่มเติมแล้วจะมีการลงมติเพื่อขอความเห็นชอบต่อข้อเสนอแนะ ก่อนจะมีงานส่งมอบข้อเสนอของ สปช.อย่างเป็นทางการต่อ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เวลา 14.00 น.