วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ริบทรัพย์ ไปถึงลูก-หลาน คนทุจริต

ข้อเสนอปฏิรูป การปราบโกง! ไม่มี-อายุความ
สปช.เปิดฉากชงสูตรร่าง รธน. ฉบับใหม่ 246 เรื่อง ลุยตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค-ดันวิทยาศาสตร์และกีฬาเป็นวาระแห่งชาติ “ประมนต์” กางตำราปราบคอร์รัปชัน ให้นักการเมืองต้องรับผิดชอบพฤติกรรมขี้โกงลิ่วล้อ ตามไปริบทรัพย์ถึงรุ่นลูก-รุ่นหลานตระกูลโกง ป.ป.ช.-ปปท.-ตร.-ดีเอสไอต้องแจงกรุสมบัติ องค์กรอิสระส่งฟ้องคดีได้เอง กมธ.ปฏิรูปสื่อเสนอออก ก.ม.เอาผิดอาญาสื่อ จอมเสี้ยม นิยมความแตกแยก
การเสนอแนวทางและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญจากองค์กรต่างๆใกล้จะได้ข้อสรุป ล่าสุด ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้มีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญประจำ สปช. 18 คณะเป็นวันแรกก่อนจะสรุปเพื่อส่งไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
สปช.ถกสูตร รธน.ก่อนส่ง กมธ.ยกร่างฯ
เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 15 ธ.ค.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องการสรุปความเห็น ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะ ของ สปช. โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจาก สปช.ด้วย และมีการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11
กมธ.ปฏิรูป 18 คณะชง 246 เรื่อง
จากนั้นนายไพโรจน์ พรหมสาส์น ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวรายงานต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปฯ 18 คณะ มีประเด็นนำเสนอรวม 246 เรื่อง เมื่อจำแนกตามโครงร่างรัฐธรรมนูญพบว่า ส่วนภาคที่ 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง มีประเด็นนำเสนอมากที่สุด คือ 133 ประเด็น นอกจากนี้ มีข้อเสนอบทเฉพาะกาล ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคว่า ในวาระเริ่มแรกให้ ครม.ที่เข้าบริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ให้จัดทำกฎหมาย เพื่อตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภคต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
เล็งตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค
จากนั้นที่ประชุมได้ให้ประธานกรรมาธิการปฏิรูปแต่ละด้าน รายงานข้อเสนอการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุม เริ่มจากนางสารี อ๋องสมหวัง ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค เสนอว่า ควรจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ กำหนดกติกาให้เป็นธรรม ส่วนการร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ ต้องกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน มีสัดส่วนตัวแทนประชาชนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ให้มีส่วนร่วมในกรรมาธิการของแต่ละสภา โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะรับข้อสังเกตไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่มีข้อสังเกตว่า การที่กรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอให้ ครม.ภายหลังการเลือกตั้งเร่งจัดทำกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ควรรอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเป็นผู้จัดทำ เพราะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคมีเวลา 1 ปี ควรจัดทำเอง และเสนอ ครม. และ สนช. เพื่อให้การปฏิรูปสมความมุ่งหวัง
ดันวิทย์ฯ-กีฬาเป็นวาระแห่งชาติ
ต่อมาเป็นการรายงานข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ที่เสนอให้พัฒนาวิทยาศาสตร์เป็นวาระของประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง สนับสนุนให้คิดแบบวิทยาศาสตร์แบบเป็นเหตุผล ขณะที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา เสนอให้รัฐส่งเสริมพัฒนาการกีฬาเพื่อสุขภาพ เป็นสัญญาประชาคมในการปฏิรูปประเทศ ให้รัฐมีความมุ่งมั่นพัฒนากีฬาเป็นวาระแห่งชาติ เป็นหนึ่งในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ประชาชนต้องมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงการกีฬา
ลิ่วล้อนักการเมืองโกง-ลูกพี่โดนด้วย
จากนั้นนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ข้อเสนอต่อที่ประชุมว่า ให้พรรคการเมืองมีหน้าที่รับผิดชอบการเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ โดยต้องร่วมรับผิดชอบพฤติกรรมและการทุจริตของตัวแทนพรรค และให้มีบทลงโทษกรณีการซื้อสิทธิขายเสียง ทั้งผู้ซื้อสิทธิและผู้ขายเสียง ตลอดจนมีมาตรการป้องกันเรื่องความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี ครม. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะเดียวกันนักการเมืองต้องรับผิดชอบพฤติกรรม และจริยธรรมของผู้ติดตาม ที่ปรึกษาและเครือข่าย
องค์กรอิสระส่งฟ้องคดีเองได้
นายประมนต์กล่าวอีกว่า ส่วนองค์กรอิสระมีอำนาจสามารถส่งฟ้องคดีได้เอง มีการกำหนดระยะเวลาการไต่สวนคดี และฟ้องคดีโดยเร็ว มีการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ขอให้มีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญว่า ให้ข้อเสนอการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ผ่านการรับรองของ สปช.แล้ว แต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้สภานิติบัญญัติดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี หลังเปิดประชุมครั้งแรก และให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการตามแนวทางป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ สปช.อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี
ตามริบทรัพย์ 3 ชั่วโคตรตระกูลโกง
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สปช. อภิปรายว่า การแก้ไขปัญหาทุจริตนั้น ตนขอเน้นย้ำ 2 ประเด็นคือ 1.พลังทางสังคม แม้จะมีความเข้มแข็งขึ้น แต่ยังไม่พอที่จะเปลี่ยนประเทศได้ 2.วัฒนธรรมของสังคมไม่เอื้อที่จะเอาชนะคอร์รัปชัน เด็กรุ่นใหม่ต้องได้รับการปลูกฝังเรื่องการต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง แต่มีงบประมาณน้อยมากในการรณรงค์ป้องกันการทุจริตคือ 20-30 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 50 สตางค์ต่อคนต่อปี หากเทียบกับฮ่องกง ที่ใช้เฉลี่ย 500 บาทต่อคนต่อปี จึงควรตั้งกองทุนรณรงค์ต่อต้านทุจริต เหมือนกองทุน สสส.
นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สปช. อภิปรายว่า กรณีที่พบว่ามีนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันเงินแผ่นดิน ต้องกำหนดให้มีมาตรการติดตามเงิน หรือริบทรัพย์สินคืนสู่แผ่นดิน แม้ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจะตกอยู่ในยุคลูก หรือหลานแล้วก็ตาม ก็ต้องติดตามทวงคืนมา
ป.ป.ช.-ตร.-ดีเอสไอต้องแจงทรัพย์
นายวันชัย สอนศิริ สปช. อภิปรายว่า การป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องสร้างกลไกขจัดนักการเมืองและข้าราชการทุจริตให้เด็ดขาด เนื่องจากการทุจริตมีทุกระดับ รวมถึงคนที่ทำหน้าที่ปราบทุจริตต้องโปร่งใสด้วย ทั้ง ป.ป.ช. ปปท. ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เมื่อตอนเข้ารับตำแหน่งอย่างเปิดเผย
นายปกรณ์ ปรียากร คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายว่า ข้อเสนอหลายเรื่องเป็นประเด็นที่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 โดยข้อเสนอให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ เป็นประเด็นที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกัน และส่งมายังกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งจะบรรจุเรื่องต่างๆไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีประโยชน์มากที่สุด ไม่เช่นนั้นก็เสียของ
ให้เอาผิดอาญาสื่อชอบเสี้ยม
ต่อมา นายจุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ รายงานข้อเสนอต่อที่ประชุมว่า สื่อมวลชนต้องได้รับหลักประกันเรื่องความมีอิสระในการประกอบอาชีพ ไม่ถูกครอบงำแทรกแซงจากอำนาจรัฐ และอำนาจทุน โดยมีข้อเสนอให้ตั้งองค์กรวิชาชีพระดับประเทศ มีตัวแทนสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วม เพื่อกำกับดูแลกันเองอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรตั้งสภาประชาชน เพื่อกำกับดูแลสื่อ และให้ข้อมูลประชาชนเพื่อเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ส่วนกรณีการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ทำให้สังคมแตกแยกนั้น มีข้อเสนอให้มีกฎหมายว่าด้วยการเอาผิดทางอาญาอย่างชัดเจนกับการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกันในสังคม
นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวให้ข้อเสนอว่า ประเด็นที่ นำเสนอสามารถนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาสื่อมวลชนถูกวิจารณ์ในการทำหน้าที่ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป ส่วนประเด็นที่รัฐครอบงำสื่อมวลชนด้วยการซื้อพื้นที่โฆษณานั้น ได้เตรียมเสนอกฎหมายควบคุมการโฆษณาของรัฐ ที่มีหลักเกณฑ์ในการช่วยลดการแทรกแซงการใช้งบประมาณรัฐมาซื้อพื้นที่โฆษณา
13.09 น. 19 ธ.ค.ส่งมอบ “บวรศักดิ์”
นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม สปช. เพื่อให้ความเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญประจำ สปช. 18 คณะ ที่สรุปความเห็นและข้อเสนอ แนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า หลังจากมีการให้ความเห็นชอบเสร็จ สปช.จะจัดทำรายงานของ สปช. ที่เป็นความเห็นของสมาชิก สปช. ส่งมอบให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 19 ธ.ค. เวลา 13.09 น. โดยนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. จะเป็นผู้ส่งมอบรายงานให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นนายเทียนฉายและประธาน กมธ.วิสามัญประจำ สปช. 18 คณะ จะแถลงข่าวร่วมกันภายใต้แนวคิด ก้าวแรก 60 วัน สู่ก้าวสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทย
สพม.ผวาโดนยุบออกแถลงการณ์โต้
ที่สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ความจำเป็นและความคุ้มค่าของการมีสภาพัฒนาการเมือง” หลังจากคณะอนุกรรมาธิการด้านสารัตถะคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ 8 เสนอกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า สภาพัฒนาการเมืองไม่มีความจำเป็นและไม่มีความคุ้มค่าของการมีองค์กร โดยนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้อ่านแถลงการณ์ว่า มีผลงานที่อ้างอิงจากผลวิจัยของสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีรายงานว่าแผนพัฒนาการเมืองที่สภาพัฒนาการเมืองทำขึ้นนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงจากรากฐาน
จึงอยากถามว่าคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ 8 ใช้ข้อมูลหลักฐานใดในข้อสรุปดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะสรุปโดยปราศจากหลักฐานจะกลายเป็นข้อครหาว่ามีอคติ ทำให้ประชนไม่ศรัทธาคณะอนุกรรมาธิการและอาจะไม่ศรัทธาคณะ กมธ.ยกร่างฯ
เครือข่ายสตรีฯทวงสิทธิบวชภิกษุณี
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.กาญจนา สุทธิกุล และ น.ส.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ตัวแทนเครือ ข่ายคนไทยส่งเสริมพุทธบริษัทสี่ เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้า และขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือกับนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปค่านิยม ศิลปวัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ทบทวนการจำกัดสิทธิเสรีภาพของหญิงไทยในการบวชเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนา หลังมติมหาเถรสมาคมห้ามบวชภิกษุณีในประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 มาตรา 4 ทั้งที่ไทยเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาขจัดการเลือก ปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองตั้งแต่ปี 2539 จึงขอให้ กมธ.ปฏิรูปค่านิยมฯและ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาให้ความเสมอ ภาค และยกเลิกมติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไป ตามหลักพื้นฐานของพุทธบริษัทสี่คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
รบ.ไม่เปลี่ยนใจคงกฎอัยการศึก
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ สัมภาษณ์ถึงกรณีนักวิชาการ นักเขียน และภาคประชาชนเข้าชื่อเรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกกฎอัยการศึกว่า รัฐบาลพยายามผ่อนปรนอย่างที่สุด เวลาแสดง หรือจัดกิจกรรมอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็ไม่ได้ว่าอะไร การจัดกิจกรรมทางวิชาการในมหาวิทยาลัยหากตกลงกันให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะดำเนินการจัดกิจกรรมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่ปกตินักหากทุกฝ่ายมีความโอนอ่อนผ่อนปรนกันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มีอะไรอึดอัดคุยกันได้ เราไม่ใช่เผด็จการ ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ต้องการระมัดระวังไม่ให้สังคมเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันโดยไม่จำเป็น ส่วนเรื่องกฎอัยการศึกที่ผ่านมา ครม.เคยมีการคุยกัน มีความเห็นต่างๆ แต่ความเห็นโดยรวมคือยังคงกฎอัยการศึกอย่างนี้ไว้ก่อน เมื่อไรจะเปลี่ยนแปลงต้องมาดูกันอีกที เนื่องจากขณะนี้ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่
พท.ตามเช็ด ป.ป.ช.ขาดคุณสมบัติ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 17 ธ.ค. เวลา 10.30 น. ตนพร้อมด้วยนาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ เพื่อยื่นหลักฐานขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ของกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่ง หลังพบหลักฐานชัดเจนว่าขาดคุณสมบัติความเป็น ป.ป.ช. โดยจะแถลงข่าวและแจกหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งหนังสือที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.แก่สื่อมวลชน ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบว่ากรรมการ ป.ป.ช.คนดังกล่าวขาดคุณสมบัติจริง จะ ส่งผลให้ทุกคดีความที่มีกรรมการ ป.ป.ช.คนนี้ตัดสินเป็นโมฆะทั้งหมด และยกประโยชน์ให้จำเลย
นายกฯคาดปี 58 จีดีพีโต 4.5
เมื่อเวลา 10.15 น.ที่อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสัมมนา “ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมการลงทุน พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่องยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี พ.ศ.2558-2564 ตอนหนึ่งว่า หลายปีที่ผ่านมา
ไทยมีความขัดแย้งมาตลอด ส่งผลกระทบวงกว้างต่อ เศรษฐกิจ แต่ด้วยนโยบายการปฏิรูป ลดความเหลื่อม ล้ำ สร้างความปรองดอง ทำการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง แม้ตัวเลขลดลง ไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ดีกว่าปี 56 ที่ติดลบ และคาดหวังว่าปี 58 ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 3.5-4.5 ขณะที่ตัวเลขการลงทุนเพิ่มขึ้น 7.6 แสนล้านบาท สถานการณ์การท่องเที่ยวดีขึ้น ปีนี้มีนักท่องเที่ยวถึง 25 ล้านคน สะท้อนให้เห็นกฎอัยการศึกไม่มีผลกระทบ และปี 58 คาดหวังว่านักท่องเที่ยวเพิ่มถึง 27 ล้านคน วันนี้ต้องอดทน ขอเวลาแก้ไข ที่ดูเหมือนไม่ทันใจ แต่ขอเวลาให้ตนบ้าง เพราะเรื่องเหล่านี้มีปัญหามาเป็นสิบๆปี
“ประยุทธ์” สั่งงาน คสช.ก่อนไปจีน
จากนั้นเวลา 16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกประชุมสมาชิก คสช.ที่ตึก ไทยคู่ฟ้า ก่อนจะมีการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.ในวันที่ 16 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนการประชุมว่า เพื่อติดตามสรุปการทำงาน คสช.ว่าจะมีวาระอะไรนำเสนอที่ประชุม กำหนดเรื่องเพื่อไม่ให้รายงานซ้ำซ้อน เนื่องจากการประชุมร่วมระหว่าง ครม. และ คสช.มีเวลาน้อย ส่วนการประชุม ครม.วันที่ 23 ธ.ค.ตนมีภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ การประชุม ครม.ยังเป็นไปตามปกติ แต่ถ้ามีวาระสำคัญ เช่น เรื่องเกี่ยวกับนโยบาย การแต่งตั้ง หรือที่ต้องการให้อนุมัติ เป็นพิเศษให้รอตน แต่ถ้าเป็นวาระปกติ ที่มีการอนุมัติไว้ หรือผ่านกฎหมายไว้แล้ว รองนายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการแทนได้
ทร.ขอซื้อเรือดำน้ำ–เครื่องบิน
ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ วังนันทอุทยาน พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมี พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ
พล.ร.อ.ไกรสรกล่าวว่า กองทัพเรือได้ทำแผนรองรับตามกรอบนโยบายของ ผบ.ทหารสูงสุดเพื่อแปรออกมาเป็นแผนงานปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่าน พึ่งพอใจ ส่วนนโยบายการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นได้พูดคุยถึงความพร้อมของกองทัพเรืออาทิ การจัดซื้อเรือดำน้ำ และเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง ซึ่ง พล.อ.วรพงษ์ชี้แจงว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงงบประมาณด้วย เนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไร ถ้าสิ่งใดไม่จำเป็น ก็จะไม่ดำเนินการจัดซื้อจัดหา ดังนั้น คิดว่าควรจะพัฒนางบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด