วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

มาก็ดี-ไม่มาก็ได้ วิปสนช. ไม่บีบ‘ปู’ให้มาตอบ


ขุนค้อนเสี่ยงโดนสอย-อาญา จตุพรจวกปปช.ชงเองกินเอง ‘ปนัดดา’ขอมท.ให้อภัยสมชัย
กมธ.ซักถาม-วิป สนช.ไฟเขียว “ปู” ส่ง ตัวแทนมาตอบข้อสอบคดีจำนำข้าวก็ได้ไม่ซีเรียส-ไม่ผิดกติกา แต่ส่งซิกมาด้วยตัวเองจะมีน้ำหนักกว่า “กิตติศักดิ์” ปูดคำถามซัก “ปู” ทะลักเข้ามาไม่หยุด พุ่งเป้าทำเจ๊งไปเท่าไหร่กันแน่ ส่วน ป.ป.ช.เจอถามรธน.50 ถูกฉีกไปแล้วจะอ้าง ก.ม.ฉบับใดมามโนเอาผิดจำเลย พท.เก็ง “ปู” ไม่ไปสภาฯให้ กมธ.ซัก คาดเสียงโหวตสอยมีไม่เยอะพอฟัน “ตู่” จตุพร จวก ป.ป.ช.ตั้งข้อหาเลื่อนลอย-ชงเองกินเอง “ขุนค้อน” โคม่ากว่าเพื่อน เสี่ยงโดนสอย-ฟันอาญา
หลังจาก สนช.บางคนออกมาจี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาคดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่โครงการรับจำนำข้าวจนทำให้ เกิดความเสียหายมาตอบข้อซักถามของ กมธ.ซักถาม ด้วยตัวเองในวันที่ 16 ม.ค.นั้น
กมธ.กะซัก “ปู” จำนำข้าวเจ๊งเท่าไหร่
วันที่ 11 ม.ค. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการซักถามคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มี สนช.ส่งคำถามเข้า มาให้คณะกรรมาธิการฯแล้วประมาณ 20 กว่าคำถาม โดยจะหมดเขตส่งคำถามในวันที่ 13 ม.ค. โดยในวัน ดังกล่าว หลังจากหมดเวลาส่งคำถามแล้ว คณะกรรมาธิการซักถามจะประชุมกันเพื่อวางกรอบจัดหมวดหมู่คำถามให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจต่อไป ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ที่ สนช.ส่งมา จะมุ่งถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์มากกว่า อาทิ สอบถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวได้ และการขอความชัดเจนเรื่องตัวเลขที่แท้จริงในการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว เพราะตัวเลขที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุกับตัวเลขของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวยังไม่ตรงกัน
เค้น ป.ป.ช.เอา ก.ม.ไหนมาฟัน
นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ส่วนคำถามที่ต้องการถาม ป.ป.ช.คือ จะใช้กฎหมายฉบับใดมาเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากขณะนี้รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งการมาตอบคำถามในวันที่ 16 ม.ค.นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถให้ทีมทนายความมาตอบคำถามแทนได้ ขึ้นอยู่กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาตอบเองหรือไม่ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มาเองแล้วตอบได้ดีจะเป็นผลดีต่อตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่หากมาแล้วตอบไม่ดี ก็จะเป็นผลเสียต่อตัวเองเช่นกัน ส่วนตัวอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาตอบคำถามเอง จะได้ไม่เป็นที่ครหาได้ในภายหลังว่า สิ่งที่ตอบไปไม่ตรงกับใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการซักถามยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่มีอคติทางการเมือง
วิป สนช.ไม่บีบ “ปู” ต้องมาตอบ
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า ตามข้อบังคับการประชุม สนช. ไม่ได้เขียนระบุไว้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมาตอบคำถามคณะกรรมาธิการซักถามด้วยตัวเอง ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาตอบคำถามด้วยตัวเอง หรือส่งตัวแทนมาตอบคำถามก็ได้ แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาโต้แย้งข้อกล่าวหาด้วย ตัวเองในการแถลงเปิดคดีไปแล้ว จึงควรมาตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมาธิการซักถามด้วยตัวเองอีกครั้งจะเหมาะสมกว่า จะทำให้คำตอบดูมีน้ำหนักมากกว่าให้บุคคลอื่นมาตอบข้อซักถามแทน ส่วนคำถามที่คณะกรรมาธิการฯจะซักถามนั้น จะไม่มีการบอกให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบล่วงหน้า แต่เชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาคงคาดการณ์ได้ว่า จะมีการถามอะไรบ้าง และคงต้องไปเตรียมข้อมูลมาเป็นอย่างดี เพราะมีเวลาเตรียมตัวอยู่ 2-3 วัน ก่อนจะถึงวันที่ 16 ม.ค. ที่ต้องมาตอบข้อซักถาม
ทนายจำเลยก็ยังเดาใจไม่ถูก
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าว กล่าวว่า ขณะนี้ทีมทนายความยังไม่มีข้อสรุปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดิน ทางไปตอบข้อซักถามในคดีถอดถอนต่อคณะกรรมาธิการซักถามด้วยตัวเองในวันที่ 16 ม.ค. หรือไม่ ขอรอหารือทีมทนายความและอดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 12 ม.ค.ก่อน ซึ่งทีมทนายความจะสรุปประเด็นต่างๆ และแนวทางการตอบข้อซักถามในวันที่ 16 ม.ค. แจ้งให้อดีตนายกรัฐมนตรีทราบ สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าจะเดินทางไปตอบข้อซักถามด้วยตัวเองหรือไม่
ปชป.เย้ยเจ๊งบักโกรกดิ้นไม่หลุด
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามกับตนเกี่ยวกับการชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีถอดถอนว่า เขาต้องการสื่อว่าความเสียหายในโครงการจำนำข้าวไม่มากแม้พยายามใช้สีข้างเข้าถู โดยอ้างการปิดบัญชี ณ วันที่ 31 พ.ค.2556 มาหักล้างว่า ยอดเสียหายต่ำกว่า 3.3 แสนล้านบาท แต่โชคร้ายที่มีรายงานปิดบัญชี ณ วันที่ 22 พ.ค.2557 ที่มีความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 5.19 แสนล้านบาท ที่ยิ่ง ตอกย้ำความเสียหายในโครงการนี้ เพราะตัวเลขยอดความเสียหายเป็นคณิตศาสตร์ ที่ตรงไปตรงมามีที่มา จะเอาวิธีการบิดเบือนแบบเดิม มาถูไถไม่ได้ ยิ่งยอดความเสียหายล่าสุดหนักกว่าเดิม น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงติดกับดักความเสียหายทางบัญชีไปแล้ว การแถลงหักล้างในสภาฯจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น ถ้าผิดก็ให้รู้จักยอมรับผิด สังคมไทยอาจให้อภัย แต่ถ้ายังดื้อดึงแบบนี้ มั่นใจว่าสังคมไทยไม่ยอมแน่
พท.เชื่อเสียงโหวตสอยมีไม่เยอะ
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สมาชิก สปช. และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนขอให้ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าวว่า มั่นใจว่าการพยายามมากดดัน สนช.ให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่มีผลอะไร เพราะเชื่อว่ามี สนช.เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อยากจะถอดถอน ซึ่งการแถลงโต้แย้งข้อกล่าวหาโครงการจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ชี้แจงได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ ขณะที่ข้อมูลของ ป.ป.ช.เป็นเพียงการคาดว่า จะส่อการทุจริตเท่านั้น
เก็ง “ปู” ไม่ไปสภาฯให้ กมธ.ซัก
นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนวันที่ 16 ม.ค. ที่จะมีกระบวนการซักถาม คาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจจะไม่ไปตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมาธิการซักถามด้วยตัวเอง เพราะได้พูดข้อเท็จจริงทั้งหมดไปหมดแล้วในตอนแถลงโต้แย้งข้อกล่าวหา ถือว่าครบตามกระบวนการแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปตอบคำถาม อีก จะไปหรือไม่ไป ก็มีค่าเท่ากัน เนื่องจาก สนช.ไม่มีสิทธิถามนอกประเด็นจากที่ได้แถลงเปิดคดีไป ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ชี้แจงครบถ้วนไปหมดแล้ว
“ตู่” จวก ป.ป.ช.ชงเองกินเอง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯมองว่าเป้าหมายเพื่อต้องการขจัดออกจากสนามการ เมือง ซึ่งข้อหาของ ป.ป.ช.เลื่อนลอย ชงเองกินเอง ทุกอย่างมาจากอคติ เชื่อว่าคำชี้แจงอดีตนายกฯ คนไทยได้ฟังคงตัดสินได้ ส่วนคำตัดสินของ สนช.ที่จะมีขึ้นก็เป็นอีกเรื่อง อย่างไรก็ตาม จากการข่าวที่ทราบมาว่าขณะนี้ สนช.ยังไม่มีธงว่าจะชี้ขาดไปทางไหน แต่คำว่าเป็นกลางไม่มี เพราะถ้าเป็นตามข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ควรมาถอดถอนตั้งแต่ต้นเพราะยังไม่มีการทุจริต เพียงแต่ประเทศไทยมีมากกว่านั้น ไม่ใช่มีแค่ข้อเท็จจริงข้อกฎหมายมีแต่ว่าจะเอากันอย่างไร
คดี “ขุนค้อน–นิคม” สนช.ยังคาใจ
นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช. ในฐานะคณะ กรรมาธิการซักถามคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรอบการซักถามว่า คดีถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์จะหมดเวลาส่งข้อซักถามในวันที่ 12 ม.ค. ขณะนี้มีสนช.ส่งข้อซักถามเข้ามาแล้ว 5-7 คำถาม โดยเป็นคำถามที่สอบถามคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ได้แก่ สอบถาม ป.ป.ช.ในประเด็นเรื่องการตั้งข้อกล่าวหาที่อยู่บนรัฐธรรมนูญปี 50 แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มี ผลบังคับใช้แล้ว จะนำกฎหมายใดมาเอาผิด แม้นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. จะแถลงเปิดคดีชี้แจง ไปแล้วว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 แต่ สนช. บางส่วนอยากทราบความชัดเจนในเรื่องนี้อีกครั้ง
“ขุนค้อน” เสี่ยงสูงโดนอาญาด้วย
นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ส่วนคำถามที่ สนช.จะซักถามนายนิคมคือ การสั่งปิดอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ในวาระ 2 ทั้งที่ยังเหลือสมาชิกจำนวนมากที่ขอแปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ แม้นายนิคมอธิบายว่า เป็นการทำตามข้อบังคับการประชุม แต่ สนช.ยังติดใจถึงเจตนาในการสั่งปิดอภิปราย และการควบคุมการประชุมในขณะนั้น ขณะที่กรณีนายสมศักดิ์นั้น สนช.มีข้อสงสัยเรื่องการเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีหลักการใหม่มาแทนที่ฉบับเดิมว่า นอกจากจะเป็นความผิดคดีถอดถอนตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีความผิดทางคดีอาญาด้วยหรือไม่ เพราะถือเป็นการใช้ร่างรัฐธรรมนูญปลอม จึงอยากให้นายสมศักดิ์และ ป.ป.ช.ชี้แจงในประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตามหากนายสมศักดิ์ยังไม่มาชี้แจงต่อ สนช. ถือเป็นการสละโอกาสตัวเองในการชี้แจง ทำให้ สนช.พิจารณาจากสำนวนของ ป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว
สนช.ทหารปัดตั้งท่างดออกเสียง
พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ในฐานะสมาชิก สนช.ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวสมาชิก สนช.สายทหารจะไม่ลงมติถอดถอนทั้ง 2 คดีว่า “ไม่มี” คาดการณ์กันไปเอง สมาชิก สนช.ทั้ง 220 คน เป็นตัวของตัวเอง ต้องทำหน้าที่เป็นกลางให้มากที่สุด การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นข้อบังคับของ สนช.เป็นกระบวนการที่บรรจุในวาระ ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่าสถานการณ์กลับไปวุ่นวายอีกหากผลออกมาทางใดทางหนึ่ง

พล.อ.อักษรา กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะสังคมห่วง คนใน สนช.ก็ห่วง ทุกคนทราบดี แต่คงไม่มีอะไร ตอนนี้ข่าวลือมันมาก ต้องหนักแน่น ต้องฟังข้อเท็จจริง และใช้วิจารณญาณ ยึดถือพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “สติรู้ตัว และปัญญารู้คิด” บ้านเมืองมีบทเรียนมามากมาย คงไม่มีใครอยากกลับไปสู่ความวุ่นวายอีก
สมช.ชี้คดีถอดถอนไม่กระทบมั่นคง
นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงผลของคดีถอดถอนนักการเมืองว่า ในแง่ความมั่นคงไม่มีผล บ้านเมืองมีกฎหมาย มีกฎกติกา ยอมให้ละเมิดไม่ได้ และยังใช้กฎอัยการศึกอยู่ ความสงบสำคัญสุด การแก้ไขปัญหาต้องเอาบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง เอาประพฤติที่ชอบ การเมืองโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมือง การแก้ไขปัญหาต้องไม่มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู เพราะถ้าตั้งโจทย์เป็นศัตรูแต่ต้น ก็ยากที่จะปรองดอง เมื่อถามว่า การนิรโทษกรรมจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งทำให้เกิดความปรองดองได้หรือไม่ เลขาฯ สมช.กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่กระบวนการในประเทศไทย จะนิรโทษกรรมได้ต้องรับโทษก่อน อย่างที่นายกฯย้ำมาตลอด ทุกฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ ที่จริงกฎหมายที่ว่าด้วยการนิรโทษกรรมมีทุกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ต้องถามว่า แล้วกฎหมายต่างๆที่มีอยู่ รับผิดชอบกันแค่ไหน ปล่อยให้ละเลยมานาน กับการที่บางคนใช้เพื่อประโยชน์ตัวเอง หลีกเลี่ยงหรือละเมิดกฎหมายเมื่อมีทุจริต
กกต.ใกล้สรุปคดี “ปู” ทัวร์นกขมิ้น
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงความคืบหน้าสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้สำนวนคำร้องคัดค้านทั้งหมดอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย สำนักงาน กกต.ซึ่งแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องทำด้วยความรอบคอบ แต่ละสำนวนมีหลายคำร้องที่ร้องเข้ามา เราต้องเอามารวมเพื่อพิจารณาในคราวเดียว โดยเฉพาะสำนวนคำร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ใช้ทรัพยากรของรัฐลงพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานหรือทัวร์นกขมิ้น ระหว่างที่มี พ.ร.ฎ.ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพยานในสำนวนนี้มีจำนวนมาก มีทุกจังหวัดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงพื้นที่ดังนั้น คณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ต้องสอบพยานทุกคน เพื่อความรอบคอบ ขณะนี้สำนวนทุกสำนวนก็มีการสอบพยานเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงคำวินิจฉัยเท่านั้น คาดว่าไม่เกิน ม.ค.น่าจะแล้วเสร็จ
“ปนัดดา” ขอคน มท.ให้อภัย “สมชัย”
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายก-รัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายเรวัต เครือบุดดีมหาโชค ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (ส.ปอ.ท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ลาออกและกล่าวขอโทษ กรณีวิจารณ์กระทรวงมหาด-ไทยเป็นโจรจัดการเลือกตั้งว่า ไม่อยากให้ถือโทษโกรธกัน ไม่อย่างนั้นจะไปเข้าทางผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่คนพวกนี้รอคอยจังหวะอยู่ ให้อภัยกันได้ก็ให้อภัย การพูดดังกล่าว คงไม่มีใครกล้านิยามว่าเราเป็นโจร ขณะที่ กกต.ทำหน้าที่มาหลายปีแล้ว อาจต้องปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้งได้ง่าย และตรวจสอบได้ทันท่วงที ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยไม่ควรนำพา ไปยุ่งการเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่บริบทปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ไม่เอา มท.-ศธ.จัดเลือกตั้งแทน กกต.
สวนดุสิตโพล โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็น “การให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการจัดการเลือกตั้ง” จากประชาชน 1,247 คน วันที่ 3-10 ม.ค.พบว่า ปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ทำให้ประชาชนหนักใจ ร้อยละ 45.41 ระบุ การจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นกลาง มีการซื้อสิทธิขายเสียง ร้อยละ 33.56 ระบุ ประชาชนเบื่อหน่าย ไม่สนใจ และร้อยละ 21.03 ระบุ มีความขัดแย้ง ประท้วงไม่ยอมรับ ส่วนความเห็นที่จะให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการจัดการเลือกตั้งแทน กกต. ร้อยละ 62.25 ระบุ ไม่เห็นด้วย เพราะควรให้เป็นหน้าที่ กกต.ขณะที่ร้อยละ 37.75 ระบุเห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องดีหากร่วมมือกัน
สำหรับข้อดีของการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการจัดการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ตามด้วยเป็นการร่วมมือที่ดี และเป็นทางเลือกใหม่ ส่วนข้อเสีย ส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นอิสระ ตามด้วยเป็นการเพิ่มภาระงาน และขาดประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.67 ระบุ ควรให้ กกต.เป็นเจ้าภาพจัดการเลือกตั้ง เพราะมีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ รู้ปัญหา
ชาวบ้านให้ฟ้องทุจริตต้องผ่าน อสส.
นิด้าโพล โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจ “ป.ป.ช.และคดีทุจริตคอร์รัปชัน” จากประชาชน 1,250 ตัวอย่าง วันที่ 5-9 ม.ค.ว่า ความคิดเห็นต่อการฟ้องร้องคดีทุจริตคอร์รัปชันของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านอัยการสูงสุด ส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.60 ระบุ ป.ป.ช.ต้องฟ้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น เพราะควรทำตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ทำให้คดีหนักแน่น น่าเชื่อถือ และโปร่งใส ร้อยละ 34.72 ระบุ ป.ป.ช.ควรมีอำนาจฟ้องตรงได้โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด เพราะลดขั้นตอน ป้องกันการแทรกแซง ร้อยละ 13.92 ระบุ ปปช.ต้องฟ้องผ่านอัยการสูงสุด เว้นเสียแต่เกินระยะเวลาที่กำหนด ก็ให้ ป.ป.ช.ฟ้องโดยตรงเองได้ เพราะเป็นการให้เกียรติ ทำตามขั้นตอน ส่วนการกำหนดอายุความคดีทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 58.24 ระบุไม่ควรกำหนด เพราะสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ตลอดเวลา ร้อยละ 25.76 ระบุ ควรกำหนด เพราะเป็นการกระตุ้นการทำงาน การจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย และไม่ทำให้เสียรูปคดี
เชียร์ ขรก.ทุกคนควรยื่นแจงทรัพย์
สำหรับการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินของข้าราชการ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.20 ระบุ ข้าราชการทุกระดับควรยื่น เพื่อแสดงความโปร่งใส ร้อยละ 20.16 ระบุควรยื่นเฉพาะข้าราชการระดับตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป ร้อยละ 17.76 ระบุควรยื่นเฉพาะข้าราชการระดับตั้งแต่อธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป เมื่อถามถึงการโอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปเป็นหน่วยงานสังกัด ป.ป.ช. ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.84 ระบุ เห็นด้วย เพราะลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน ขณะที่ร้อยละ 34.00 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะ จำกัดขอบเขตของกฎหมายมากเกินไป
โพลชี้ คสช.มา ตร.รับส่วยน้อยลง
มาสเตอร์โพล โดยชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เปิดเผยผลสำรวจค่านิยมหลัก 12 ประการ และการพบเห็นสถานการณ์ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย จากแกนนำชุมชน 622 ชุมชน วันที่ 8-10 ม.ค. พบว่า ก่อนที่จะมี คสช.เข้ามา สถานการณ์คอร์รัปชันที่พบเห็นมากที่สุด ร้อยละ 84.5 ระบุตำรวจจราจรรับเงินเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา ร้อยละ 75.0 ระบุตำรวจรับเงินเพื่อช่วยทำให้พ้นความผิดคดีความต่างๆ ร้อยละ 48.6 ระบุข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตต่างๆ รับเงินใต้โต๊ะจากผู้ประกอบการ แต่หลังจากที่มี คสช.เข้ามา พบว่าการพบเห็นตำรวจจราจรรับเงินเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหาลดลงจากเดิมร้อยละ 27.7 ตำรวจรับเงินเพื่อช่วยทำให้พ้นความผิด ลดลงร้อยละ 27.6 ข้าราชการนำทรัพย์สินทางราชการไปใช้ในงานส่วนตัว ลดลงร้อยละ 14.0
ปชป.แฉมีเซ็งลี้เก้าอี้ ตร. 30 ล.
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) แต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตร เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ได้รับข้อมูลการร้องเรียนเกี่ยวกับการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งที่รุนแรงและเลวร้ายมากกว่าในยุคที่นักการเมืองบริหารประเทศ ทำให้นายตำรวจที่ดีเสียขวัญกำลังใจ ทราบว่ามีข่าวการวิ่งเต้นตั้งแต่ 8 แสนบาทจนถึง 30 ล้านบาท จึงขอให้มีการตรวจสอบ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่จะปฏิรูปประเทศทุกด้านโดยเฉพาะการทุจริตซื้อขายตำแหน่งจึงควรดำเนินการเรื่องนี้ให้มีความโปร่งใส
เสื้อแดงแห่ทำบุญ 100 วัน “อภิวันท์”
ที่วัดบางไผ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีการจัดพิธีทำบุญ 100 วัน อุทิศส่วนกุศลให้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานรัฐสภา และแกนนำ นปช.ท่ามกลางบรรยากาศเนืองแน่นไปด้วยคนเสื้อแดงจำนวนหลายร้อยคนที่เดินทางมาร่วม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง และทหารฝ่ายการข่าว คสช. ระดมกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบมาเฝ้าสังเกตการณ์ ห้ามไม่ให้มีการแสดงออกทางการเมือง พร้อมขอความร่วมมือผู้มาร่วมต้องเดินผ่านประตูจับโลหะเพื่อตรวจหาอาวุธ ใครสวมเสื้อสีแดงหรือมีสัญลักษณ์ทางการเมืองห้ามเข้าถ้าจะเข้าร่วมต้องถูกบังคับให้ถอดเปลี่ยนทันที ขณะเดียวกันมีแกนนำคนสำคัญๆของพรรคเพื่อไทยและบุคคลสำคัญทางการเมือง อาทิ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส่วนแกนนำ นปช.มี นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ นายนิสิต สินธุไพร
ใครใส่สีแดงต้องเปลี่ยนเป็นขาวถึงเข้าได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพิธีมีการนิมนต์พระ 25 รูปมาสวดเพื่ออุทิศส่วนกุศล ถวายเพล จากนั้นมีการแจกหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพให้ผู้มาร่วม ทั้งนี้ มีตำรวจ ปจ.นนทบุรี วางกำลังโดย รอบบริเวณวัดกว่า 250 นาย คอยดูแลความสงบเรียบร้อย และตรวจเข้มผู้ที่เข้ามาร่วมงานทุกคนอย่างละเอียด ถ้ามีผู้ใดที่มาร่วมงานแล้วใส่เสื้อแดงมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้เปลี่ยนเป็นเสื้อสีขาวแทน
พท.ปลื้มเจ้าของโนเบลฯชม 30 บาท
นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้มีคนโจมตีว่านโยบายประชานิยมไม่ยั่งยืน แต่ไม่ควรเหมารวมเพราะหลายนโยบายเป็นประโยชน์ โดยนายอมาตยา เซ็น ศาสตราจารย์ ม.ฮาร์วาร์ด ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษ “เดอะ การ์เดียน” ในวันที่ 6 ม.ค. 2558 ยกย่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคว่าเป็น นโยบายสาธารณสุขที่โลกควรเอาเป็นแม่แบบ ที่ให้หลักประกันสุขภาพกับประชาชน โดยยกไทยเป็นประเทศตัวอย่างที่นโยบายทางการเมืองสามารถผลักดันให้มีหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชน จนทำให้ไทยมีอัตราการตายลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด การให้หลักประกันสุขภาพที่ลดช่องว่างในสังคมและเป็นนโยบายที่สร้างความเท่าเทียมกันในสังคมด้านการแพทย์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“พิชัย” ชม “บิ๊กตู่” เช็กชีพจร ศก.
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ลงมาตรวจภาวะเศรษฐกิจด้วยตนเอง ตามที่ตนเรียกร้อง ด้วยการประชุมร่วมกับเอกชนในวันจันทร์ที่ 12 ม.ค. จะได้ทราบว่าเศรษฐกิจฟื้นจริงหรือไม่ เป็นไปตามที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ บอกหรือเปล่า และจะได้นำไปพิจารณาหามาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ถูกต้อง ทั้งนี้อยากให้เอกชนที่เข้าประชุมได้ให้ข้อมูลแก่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะอย่างตรงไปตรงมาในทุกเรื่อง ทั้งผลกระทบทางการเมืองที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้โดนตัดสิทธิจีเอสพี และไม่มีการเจรจาการค้า ต่างประเทศหนีไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับสิทธิจีเอสพี จนทำให้ยอดส่งเสริมการลงทุนของไทยเหลือแค่ 7 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว จากยอดกว่า 1 ล้านล้านบาทในปี 2556 และผลกระทบจากกฎอัยการศึกทำให้นักท่องเที่ยวที่มีฐานะไม่มา อีกทั้งการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ตนขอสนับสนุนแนวคิดของ รมว.เกษตรฯ ที่จะช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ประทังชีวิต เพราะกำลังลำบากมากจากราคาพืชผลที่ตกต่ำ ทั้งนี้อยากฝาก พล.อ.ประยุทธ์เรื่องการปรับประเทศให้แข่งขันได้ หากไทยยังไม่ปรับตัวอาจเป็นประเทศที่ล้มเหลว ส่วนการจะทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้การยอมรับจากประชาคมโลก
ม็อบยางบุกยื่น “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44
นายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง เปิดเผยว่า วันที่ 12 ม.ค. เวลา 11.30 น. สมัชชาเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จะเดินทางยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ที่บ้านมนังคศิลา เพื่อให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ถอนรายชื่อไม้ยางพาราออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ.2535 ฉบับแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่ชาวสวนยางจะทนไม่ไหวและเคลื่อนไหวลุกฮือก่อสงครามประชาชนจากความทุกข์ร้อนและอยุติธรรม เพราะในภาวะวิกฤติยางพาราตกต่ำ จนเกษตรกรชาวสวนยางถึงขั้นต้องฆ่าตัวตาย ลูกต้องออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวเหมือนซ้ำเติมความทุกข์ชาวสวนยางเพิ่มขึ้น ที่กำหนดต้นยางอายุ 25 ปี ต้องโค่นปลูกใหม่ นั่นหมายถึงต้องลงทุนใหม่ จะไม่มีรายได้เข้าครอบครัวอีก 7 ปี
สธ.นัดสมาคมฯคุยร่าง ก.ม.ยาสูบ
นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆนี้ แต่เนื่องด้วยยังพบว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ กรอบกฎระเบียบด้านผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่สมดุล และแนวทางการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่ที่ไม่ถูกวิธี และจากปัญหาดังกล่าวหากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน ยังจะสร้างความขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ด้วย ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงเชิญตัวแทนจากสมาคมการค้ายาสูบไทย สมาคมชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศ 9 สมาคม สมาคมผู้ประกอบการค้ายาสูบไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบหารือวันที่ 12 ม.ค. เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข