โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"สุริยะใส" ชี้ถอดถอนยิ่งลักษณ์เป็นคนละส่วนกับการปรองดอง ระบุไม่ถอดถอนจะกระทบ เพราะเป็นการล้างผิด
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงกระบวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายนิคม ไวยรัชพานิช และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ สนช.จะลงมติกันในวันที่ 23 มกราคมนี้กำลังถูกบางฝ่ายบิดเบือนโดยอ้างว่าหากถอดถอนทั้ง 3 คนจะกระทบกับการปรองดองและมีความวุ่นวายตามมา คดีของทั้ง 3 คนเป็นคดีที่มีพฤติกรรมความผิดเกิดขึ้นชัดเจน องค์กรอิสระอย่าง ปปช.และศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้มูลและตัดสินแล้วว่าผิด ที่สำคัญสังคมทั่วไปก็ประจักษ์ชัดแจ้งถึงความเสียหายที่เกิดจากนโยบายรับจำนำข้าวและปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว. จนเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการเมืองในช่วงที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.มีหน้าที่ตามกฏหมายและรัฐธรรมนูญที่ต้องพิจารณาและพิสูจน์การกระทำความผิดของบุคคลเหล่านั้น สนช.เปรียบเสมือนคณะลูกขุนที่ต้องชี้ถูกผิด ไม่ได้มีหน้าที่มาดูว่าจะปรองดองกันอย่างไร เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐเกิดขึ้นแล้ว
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า เรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือของระบบการถ่วงดุลตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญการปฏิรูปจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริงถ้าสภานิติบัญญัติกลายเป็นสภาที่ไม่มีหลักไม่มีศักยภาพในการแยกแยะถูกผิดได้ หาก สนช.ไม่ถอดถอนโดยอ้างว่าจะเกิดความวุ่นวาย จะกระทบกับแนวทางการปรองดองนั้น การอ้างแบบนี้ต่างหากที่เป็นการทำลายหลักการปรองดอง เพราะสนช.ไม่ต้องแยกแยะถูกผิดอะไร ให้ลืมๆกันไป ทั้งที่มีความเสียหายและความผิดเกิดขึ้น ต้องแยกแยะว่ากระบวนการถอดถอนเป็นคนละเรื่องกับกระบวนการปรองดอง ผมเป็นห่วงว่าหาก มติ สนช.ไม่ถอดถอน ก็จะเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรม หรือล้างผิดให้กับคนที่ทำผิด ซึ่งขัดกับหลักนิรโทษกรรมที่คนผิดควรต้องยอมรับผิดและได้รับการลงโทษถึงจะได้รับการให้อภัยและนิรโทษกรรม ที่สำคัญคดีนี้ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีทุจริตในการใช้อำนาจ
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า เรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือของระบบการถ่วงดุลตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญการปฏิรูปจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริงถ้าสภานิติบัญญัติกลายเป็นสภาที่ไม่มีหลักไม่มีศักยภาพในการแยกแยะถูกผิดได้ หาก สนช.ไม่ถอดถอนโดยอ้างว่าจะเกิดความวุ่นวาย จะกระทบกับแนวทางการปรองดองนั้น การอ้างแบบนี้ต่างหากที่เป็นการทำลายหลักการปรองดอง เพราะสนช.ไม่ต้องแยกแยะถูกผิดอะไร ให้ลืมๆกันไป ทั้งที่มีความเสียหายและความผิดเกิดขึ้น ต้องแยกแยะว่ากระบวนการถอดถอนเป็นคนละเรื่องกับกระบวนการปรองดอง ผมเป็นห่วงว่าหาก มติ สนช.ไม่ถอดถอน ก็จะเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรม หรือล้างผิดให้กับคนที่ทำผิด ซึ่งขัดกับหลักนิรโทษกรรมที่คนผิดควรต้องยอมรับผิดและได้รับการลงโทษถึงจะได้รับการให้อภัยและนิรโทษกรรม ที่สำคัญคดีนี้ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีทุจริตในการใช้อำนาจ