
‘มาร์ค’ งงตีความคำสั่งคสช.
“บิ๊กป้อม” ย้ำภารกิจตามล่า “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ยังดำเนินต่อไป ไม่เชื่อ “ทักษิณ” คุยโวเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง ข้องใจโพลไหนฟันธงได้ 230 เก้าอี้ ลั่นจบแล้ว “นาฬิกาหรู” ให้ ป.ป.ช.ว่าไปตามขั้นตอน ผู้ตรวจฯ ยื่นศาล รธน.ตีความคำสั่ง คสช.53/2560 สร้างภาระพรรคการเมือง “มาร์ค” ข้องใจสุดๆ ทำไมไม่ยื่นให้ คสช.ด้วย ทั้งๆที่เป็นช่องทางลัดแก้ปัญหา “นิพิฏฐ์” เย้ยผู้ตรวจฯ หงอกลัว คสช.ไม่พอใจ โวยแหลกสมาชิก 2.5 ล้านอาจเหลือแค่หลักแสน อัด “พรเพชร” เฉไฉแก้เกี้ยว สนช.ยื่นตีความกฎหมายลูก ส.ส. นายกฯกระตุกสังคมรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมการเมือง จี้สำนึกพวกก่อความขัดแย้ง ทบทวนเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง พท.-ปชป.โหมโรงรณรงค์ยืนยันตัวตนสมาชิกพรรค “สมคิด” ทอดไมตรี พร้อมกินข้าวบ้านเพื่อน “สุชาติ”
กรณีนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 พี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฏตัวที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นข่าวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมาได้เดินทางมาละแวกใกล้เคียงประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน สิงคโปร์ หรือฮ่องกง โดยนายทักษิณยังเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
“บิ๊กป้อม” ย้ำตามจับอยู่ “ทักษิณ–ปู”
เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบ รัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ร่วมเปิดตัวหนังสืออดีต รมว.กิจการภายในญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องติดตามต่อไป เมื่อถามว่า กรณีอดีตนายกฯ ทั้งสองเปิดตัวเช่นนี้ คสช.ประเมินอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า สื่อจะให้ประเมินอย่างไร ไม่ทราบว่านายทักษิณต้องการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ เมื่อถามว่า การปรากฏตัวครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “โธ่ ไปจับเขาไม่ได้อย่างไร ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่” เมื่อถามว่า เรามีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับญี่ปุ่นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เขาก็ดำเนินการทางด้านการเมือง ไปในเรื่องการเมืองของเขา ลักษณะผู้ลี้ภัยทางการเมือง เขาก็ดำเนินการได้เพราะเป็นอดีตผู้นำประเทศ แต่คดีต่างๆไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเราต้องชี้แจงให้เขาทราบ
ไม่เชื่อประเมิน พท.ชนะเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า นายทักษิณแสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ก็ว่าไป จะพูดอย่างไรก็พูดได้ เมื่อถามว่า มีกระแสข่าว คสช.ทำโพล และนายทักษิณก็ทำโพลซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกันที่ 230 เก้าอี้ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ที่ไหน ไม่เห็นมี คสช.ไม่เห็นทำ ยืนยันตนไม่ได้รับรายงาน เมื่อถามว่า นายทักษิณก็ออกมาพูดตัวเลขใกล้เคียงกับกระแสข่าวดังกล่าว พล.อ.ประวิตรตอบว่า ถ้าสื่อเชื่อเขาก็เชื่อไปจะมาถามตนทำไม ตนไม่เชื่อ
นาฬิกาจบแล้วให้ ป.ป.ช.ว่าไป
พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ตรวจสอบการถือครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรต่อ เนื่องจากยังขาดรายละเอียด โดยเฉพาะหมายเลขเครื่อง หรือซีเรียลนัมเบอร์ ว่า ไม่มีอะไรแล้ว เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ตนชี้แจงจบแล้ว ต้องให้ ป.ป.ช.ว่ากันไป ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันว่านาฬิกาเป็นของเพื่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “เป็นของเพื่อน ก็จบแล้ว ขณะที่แหวนก็เป็นของคุณพ่อ” เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาความรู้สึกในใจกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่เป็นอย่างไร เป็นเรื่องของความจริง มีแต่พวกคุณขุดคุ้ย ไม่มีอะไร”
ผู้ตรวจฯ ยื่นตีความคำสั่ง คสช.53/2560
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมี พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมประชุมกับนายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ ผู้ตรวจการฯ นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จากนั้น นายรักษเกชาแถลงหลังประชุมว่า ที่ประชุมฯมีมติให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยยื่นคำร้อง เนื่องจากเนื้อหาของคำสั่งที่ 53/2560 มีการแก้ไขแนวปฏิบัติของพรรคการเมืองตามมาตรา 140 และ 141 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมาตรา 140 เกี่ยวกับการให้สมาชิกพรรคที่ประสงค์จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไปยืนยันตนเองพร้อมแสดงหลักฐานมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามต่อหัวหน้าพรรคภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดไม่มีการยืนยัน ให้ถือว่าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคนั้น เป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรค และเพิ่มภาระให้กับสมาชิก มีระยะเวลาดำเนินการกระชั้นชิด
อ้อมแอ้มบอกสร้างภาระให้พรรค
นายรักษเกชากล่าวว่า ส่วนที่แก้ไขมาตรา 141 (4) เกี่ยวกับการจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ จัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง เลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค (5) เกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้ครบถ้วนตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดภายใน 90 วัน และ กกต.สามารถขยายได้ครั้งหนึ่ง แต่หากครบเวลาแล้วพรรคไม่สามารถดำเนินการได้ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพไป โดยการดำเนินการดังกล่าวให้ทำเมื่อมีคำสั่งยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 แล้วก็เป็นการสร้างภาระให้แก่พรรค การเมืองเกินสมควร จึงเห็นทั้ง 2 ประเด็น เข้าข่าย ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 25 26 27 ประกอบมาตรา 45 ผู้ตรวจการแผ่นดินจะยื่นคำร้องและหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 30 มี.ค. อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอศาลตีความ พรรคการเมืองยังต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ต่อไป ยืนยันว่าผู้ตรวจการฯทำตามหน้าที่ คงไม่มีปัญหากับ คสช. เราเองเห็นว่าคำสั่ง คสช.ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย เพียงแต่มีปัญหาในเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญกระทบต่อการปฏิบัติเท่านั้น
“มาร์ค” ข้องใจไม่ส่งให้ คสช.ด้วย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าผู้ตรวจการ แผ่นดินเห็นว่าผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ทำให้สมาชิกและพรรคการเมืองถูกละเมิดสิทธิ ก็น่าจะสรุปความเห็นส่งให้ คสช.ที่เป็นผู้ออกคำสั่งด้วย ไม่ใช่ส่งเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะเหล่านี้เป็นอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน หาก คสช.แก้ไขเนื้อหาคำสั่งให้หมดปัญหาขัดรัฐธรรมนูญเรื่องก็จบ ไม่จำเป็นต้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ
โวยสมาชิกส่อหายเหลือหลักแสน
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งมติที่เห็นว่าเนื้อหาคำสั่งหัวหน้า คสช. ขัดรัฐธรรมนูญไปที่ คสช.ด้วย เพื่อให้แก้ไขคำสั่ง ทั้งที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำได้ เป็นเพราะผู้ตรวจการไม่อยากทำอะไรที่ขัดใจ คสช. เพราะกลัวว่า คสช. ไม่พอใจ แต่โยนภาระไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแทน ถือว่าทำหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ทั้งๆที่หากส่งเรื่องให้ คสช.แก้ไขเนื้อหาที่มีปัญหาการละเมิดสิทธิสมาชิกและพรรคการเมืองก็จะแก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่า การส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพียงที่เดียวจะทำให้ใช้เวลานานกว่า หากมีคำวินิจฉัยพ้นวันที่ 30 เม.ย.ไปแล้ว ก็จะไม่สามารถรักษาสิทธิให้กับสมาชิกพรรคที่ไม่ได้มายืนยันตัวตนได้ และคาดว่าภายใต้คำสั่งนี้จะทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เหลือประมาณ 1 แสนคน จากที่เคยมีถึง 2.5 ล้านคน
กกต.หนุนยื่นตีความ ก.ม.ลูก ส.ส.
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต. กล่าวถึงกรณีสนช.เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า เห็นด้วยกับการยื่นตีความกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่แรก และการยื่นดังกล่าวไม่ได้กระทบอะไรกับการทำงานของ กกต. หากถึงเวลาที่ต้องจัดการเลือกตั้งซึ่งได้ลงงบประมาณไปมาก ถ้ามีปัญหาในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาก็จะเป็นปัญหาทันที เราไม่อยากให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เชื่อมั่นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาในทิศทางที่ดี และคงใช้เวลาไม่นาน ไม่กระทบโรดแม็ป เพราะเป็นเพียง ประเด็นข้อกฎหมายสั้นๆ ว่าทำได้หรือไม่ได้ เมื่อถามว่า คำสั่งที่ทาง กกต.จะส่งให้ คสช.แก้ไขได้ส่งแล้วหรือยัง นายบุญส่งตอบว่า เราส่งไปนานแล้ว มีประเด็นที่เราเป็นห่วงเรื่องทั้งพรรคการเมืองขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ถ้าปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายจะส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ เราไม่อยากให้เกิดปัญหาในเรื่องนี้
“นิพิฏฐ์” ตอก “พรเพชร” เฉไฉแก้เกี้ยว
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ทำไมเราไม่พูดความจริงกัน?” มีเนื้อหาสรุปว่า ที่ สนช.บางคนออกมาพูดโกหกว่า จำเป็นต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะหากมีผลบังคับใช้แล้ว มีคนยื่นตีความภายหลังจะมีปัญหาตามมาได้ หากประชาชนดูกฎหมายลูกของศาลรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าเมื่อกฎหมายใช้บังคับแล้ว ยากมาก และกฎหมายลูก ส.ส.มีเนื้อหาเข้าใจยาก คำแถลงของประธาน สนช.ก็เข้าใจยาก ทำไมไม่พูดความจริงตรงไปตรงมาว่า ขออยู่ต่อ 2-3 เดือน (ก็ยังดี) นอกจากนี้นายนิพิฏฐ์ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เอกสารแถลงชี้แจงของประธาน สนช.ใช้ภาษาวกวน ยอกย้อน สรุปแล้วคือพยายามอธิบายปกป้องนายกฯ แก้เกี้ยวความผิดพลาดของ สนช. ในกฎหมายระบุชัดเจนให้อำนาจ สนช.และนายกฯ ยื่นตีความได้ เรื่องนี้ สนช.ทำผิดพลาดเองแต่จะบังคับให้นายกฯ ยื่นไม่ได้ เพราะนายกฯไม่เล่นด้วย ประธาน สนช.จึงต้องออกในรูปนี้ เลือกพูดความจริงไม่หมด ตอนยกร่างกฎหมาย สนช. ก็รู้แก่ใจว่าไปเปลี่ยนเจตนารมณ์ กรธ. แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงยกร่างกฎหมายนี้ให้เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ สนช.สร้างเรื่องนี้ให้มีปัญหาทำไม
นายกฯ ขอสังคมรู้ทันเล่ห์การเมือง
เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า สิ่งที่เป็นประเด็นในขณะนี้คือเรื่องการเมือง ประชาธิปไตย คสช.ไม่เคยเข้าไปทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป โรดแม็ปก็พยายามทำให้ได้อย่างนั้น ไม่เข้าใจว่าจะโจมตีเร่งรัดกดดันมากเกินไปเพื่ออะไร มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ ขอให้สังคมช่วยกันพิจารณา และหวังว่ารัฐบาลหน้าจะไม่มีเรื่องต่างๆ อาทิ นโยบายที่เกิดผลเสียหายระยะยาวเพื่อหาเสียง ไม่เสียบบัตรลงคะแนนแทนกันเกิดขึ้นอีก รัฐบาลและ คสช.พยายามทำทุกอย่าง แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทำทุกเรื่องมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
กระตุกสำนึกคนก่อความขัดแย้ง
“การเดินตามโรดแม็ปวันนี้ชัดเจนพอสมควร อย่าบิดเบือน อย่าต่อต้านกันอีกเลย คำสั่ง ข้อห้ามของ คสช. เราจำเป็นต้องมีไว้บ้าง เพราะเคยมี บทเรียนมา ไม่อยากให้มองว่าไปคุกคามใคร รังแกใคร ใครไม่ผิด ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายจะเดือดร้อนทำไม เว้นแต่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ พรรคการเมืองก็ไม่มีปัญหา มีอยู่ไม่กี่พรรค ที่ผ่านมาก็มีส่วนทำให้ขัดแย้งทั้งสิ้น ทำไมไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง ช่วยคิดช่วยพูดที่มีประโยชน์มากกว่ามาติติงจนมากมายเกินไป แล้วก็ลืมว่าสมัยก่อนทำอะไรไว้แล้วบ้าง ผมไม่อยากไปขัดแย้งกับท่านอีก แต่ท่านก็พยายามหาเรื่องโจมตี คสช.และรัฐบาลทุกเรื่องไป กลายเป็นรุมสกรัมรัฐบาล ผมว่าไม่ถูกต้อง ผมพยายามไม่ไปก้าวล่วงใคร มุ่งหวัง ไปสู่การเลือกตั้งที่สงบ สันติ ถ้าสันติไม่ได้ สงบไม่ได้ เลือกตั้งจะได้ไหม เลือกตั้งแล้วจะอยู่กันได้หรือเปล่า เราต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสถาบัน ทำงานเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” นายกฯกล่าว
พท.โหมโรงชวนสมาชิกยืนยันสถานะ
วันเดียวกัน แกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้สมาชิกเดิมมายืนยันสมาชิกตามสถานที่ที่พรรคกำหนด โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “สมาชิกพรรคคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง 1-30 เม.ย. ร่วมกันยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย สำนักงานใหญ่ หรือประสานผ่านอดีต ส.ส. ผู้แทนพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้ง สำหรับผู้ประสงค์เป็นสมาชิกใหม่จะกระทำได้ต่อเมื่อพรรคสามารถทำกิจกรรมการเมืองได้ก่อน ร่วมกันแสดงความเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยเพื่อสร้างและผลักดันอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา” นอกจากนี้ ในเว็บไซต์พรรคยังได้เตรียมความพร้อมแก่สมาชิกเก่า โดยจัดทำภาพกราฟฟิกให้ความรู้ การยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคเดิมต้องทำอย่างไร เพื่อให้สมาชิกพรรคได้ศึกษา พร้อมทั้งเขียนบทความอธิบายรายละเอียด สถานที่ยื่น วิธีดำเนินการ เอกสารที่ต้อง นำมาแสดง และคุณสมบัติบุคคลที่สามารถเป็นสมาชิก พรรคการเมืองได้ ซึ่งการยืนยันสมาชิกพรรคจะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐาน เอกสารครบพร้อม และนายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว จะจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป
อีสานยันไม่มีอดีต ส.ส.ตีจาก
นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม กล่าวว่า วันที่ 4 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทยนัดอดีตสมาชิก เข้าไปยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคนั้น กลุ่ม ส.ส.อีสานได้ชักชวนการไปยืนยันการเป็นสมาชิกที่พรรค ส่วนใหญ่จะเดินทางไปในวันดังกล่าว มีเพียงบางคนที่ติดธุระจริงๆ โดยจะเดินทางไปในภายหลัง แม้ไม่ได้เช็กรายชื่อ แต่เท่าที่คุยกัน ยืนยันอดีต ส.ส.อีสานของพรรคไม่มีใครคิดที่จะไปอยู่ที่พรรคอื่น แต่หากมีจังหวัดใดที่ลดเขตเลือกตั้งลงจนไม่สามารถส่งผู้สมัครได้เท่าจำนวนเดิม คนที่ไม่มีพื้นที่ลงอาจ ไปสมัครพรรคอื่น ก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะผู้แทนอาชีพต้องหาที่ลงเลือกตั้ง
เหนือก็ไม่หนีมีแต่แย่งกันจนล้น
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 4 เม.ย. อดีต ส.ส.จะ เดินทางไปแจ้งความจำนงเป็นสมาชิกครบหรือไม่ไม่เป็นปัญหา เพราะบางคนอาจติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ยังมีเวลาอยู่ แต่วันที่ 4 เม.ย. ถือเป็นวันเริ่มต้นที่ให้สมาชิกได้ยืนยันการเป็นสมาชิกก็จะได้เป็นตัวอย่างให้สมาชิกตัวประเทศได้ยืนยันการเป็นสมาชิก เพราะเราไม่สามารถประชาสัมพันธ์อะไรได้มาก ส่วนอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยในภาคเหนือนั้น ไม่มีใครไปไหนแน่นอน มีแต่ปัญหาผู้สมัครล้น เพราะบางจังหวัดเขตเลือกตั้งน้อยลง ยืนยันได้เลย ไม่มีหนี มีแต่ล้น
สวน “ประวิตร” รอดูผลเลือกตั้ง
นายสามารถยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระบุไม่เชื่อที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประเมินพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ที่นายทักษิณออกมาพูดนั้น วันนี้ท่านไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ไม่สามารถเข้ามาทำอะไรได้ แต่พูด ในความคิดเห็นส่วนตัวที่ท่านอยู่กับพรรคมาตั้งแต่เริ่มต้น และประชาชนก็มีความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ถือเป็นความคิดเห็นของท่าน และที่ พล.อ.ประวิตรบอกไม่เชื่อนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นความเห็นของท่าน ถึงอย่างไรก็ต้องรอให้ผลการเลือกตั้งออกมา
ปชป.เตรียมพร้อมรับสมาชิก 1 เม.ย.
ด้าน น.ต.สุธรรม ระหงษ์ ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคได้เตรียมความพร้อมรองรับสมาชิกพรรคที่จะเดินทางมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคในวันที่ 1 เม.ย. ขอให้เตรียมบัตรประจำตัวประชาชน และเงินค่าสมาชิกรายปี 100 บาท หรือตลอดชีพ 2,000 บาท มายืนยันความเป็นสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย. โดยวันที่ 1 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค รวมถึงอดีต ส.ส.และแกนนำพรรคจะมายืนยันตัวตนเป็นสมาชิกพรรคโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดก็สามารถยืนยัน ตัวตนได้ที่สำนักงาน หรือสาขาพรรคเดิมในพื้นที่ ทั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯมีสมาชิกพรรคประมาณ 80,000 คน และทั่วประเทศมี 2.5 ล้านคน
แกนนำรณรงค์ผ่านโซเชียลคึกคัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรค นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรค และนายราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมาย รวมถึงอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ ต่างทำแบนเนอร์ข้อความประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคโดยกระจายส่งในไลน์กลุ่มต่างๆ ของสมาชิกพรรคและสื่อสังคมโซเชี่ยลในระหว่างวันที่ 1-30 เม.ย.นี้ด้วย
ปูดแผน คสช.บอนไซท้องถิ่น
นายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับอาจทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นล่าช้าว่า ทราบว่า คสช.ต้องการให้กฤษฎีกาแก้ไขกฎหมายยกเลิกการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงจากประชาชนที่ใช้มากว่า 20 ปี กลับไปใช้วิธีเดิมก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นเลือกผู้บริหาร อยากทราบว่าเพราะอะไร จะอ้างว่าทำเหมือนระบอบรัฐสภาที่ ส.ส. เลือกนายกฯ ก็ไม่น่าจะอ้างได้ เพราะประเทศอังกฤษใช้ระบอบรัฐสภาแต่ท้องถิ่นก็เลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงจึงเหมาะสมแล้ว เพราะการเลือกทางอ้อมมีปัญหามาก ส่วนตัวคิดว่าแนวคิดนี้น่ามาจากข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการทำให้ อปท. อ่อนแอ ผ่าน รมว.มหาดไทยและสมาชิก คสช. เพราะกลัวว่าเมื่อนายก อบจ.บริหารงานเป็นที่พอใจของประชาชน จะเป็นแรงผลักดันของประชาชนในจังหวัดต่างให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแทนผู้ว่าฯจากการแต่งตั้ง ต้องถาม ประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ
“สมคิด” พร้อมไปกินข้าวบ้าน “สุชาติ”
ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีกระแสข่าวกลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทน ราษฎร นัดอดีต ส.ส.กลุ่มบ้านริมน้ำ และนักการเมืองในกลุ่ม 16 บางคน มารับประทานอาหารกลางวันที่บ้านริมน้ำ ย่านนนทบุรี ในวันที่ 1 เม.ย. และได้เชิญนายสมคิดไปมาร่วมด้วยว่า ส่วนตัวได้รับทราบข่าวนี้จากหน้าหนังสือพิมพ์ แต่นายสุชาติถือว่าเป็นเพื่อนกัน โดยส่วนตัวใครเชิญไปไหนก็ไปทั้งนั้น ทั้งวงมหาวิทยาลัย ธุรกิจ การเมือง ที่ไปพบแต่ละกลุ่มเพื่อไปให้ข้อมูลว่ารัฐบาลทำอะไร เรื่องนี้ตนไม่ได้ทราบเรื่องโดยตรง แต่กลุ่มนี้ก็เป็นเพื่อนฝูงกัน ไม่ได้มีอะไรไม่ดี ไม่มีอะไรตื่นเต้น เมื่อถามว่า หากมีคนทาบทามไปเป็นหัวหน้าพรรคจะตอบรับไหม นายสมคิดตอบว่า เลิกคิดไปเลย ตนเองช่วยทุกพรรคอยู่แล้ว ขอแค่ให้บ้านเมืองเจริญ
กกต.เผยขอตั้งพรรคใหม่เกือบร้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน สำนักงาน กกต.ได้แจ้งยอดกลุ่มการเมืองที่มาขอจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งจะครบ 1 เดือน ในวันที่ 31 มี.ค. โดยในวันที่ 30 มี.ค. มีกลุ่มการเมืองมาจดแจ้งทั้งหมด 6 กลุ่ม อาทิ พรรคไทย นำโดยนายชยพัฒน์ มหาวรสิทธิกุล พรรคชูชาติไทย นำโดย ร.อ.จักรวาล ตั้งภากรณ์ พรรคพลังโคราช มีนายอนันต์กรณ์ เพศประเสริฐ มาจดแจ้ง เป็นต้น ทำให้ ตลอดระยะเวลา 1 เดือน มีกลุ่มการเมืองมาจดแจ้งทั้งหมด 97 พรรค ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะจดแจ้งการเตรียมการตั้งพรรคการเมืองยังสามารถเดินมาจดแจ้งได้ตลอดแม้ว่าจะครบ 1 เดือนแล้วก็ตาม
คสช.แจ้งความ 57 ม็อบบุก บก.ทบ.
วันเดียวกัน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าพบ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผกก.สน.ชนะสงคราม เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งกับพวก รวม 57 คน ตามความผิดมาตรา 116 และ ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 กรณีนำผู้ชุมนุมร่วมเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มเติม ในข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่โดยยื้อยุดฉุดกระชากกันช่วงเดินมากองบัญชาการกองทัพบก พร้อมทั้งข้อหาใช้รถเครื่องขยายเสียง
“บิ๊กตู่” ยิ้มไม่ตอบคำถามการเมือง
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา พร้อมคณะออกเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS Summit) ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค. ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยก่อนออกเดินทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ส่งหนังสือถามนายกฯเกี่ยวกับการนำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ รวมถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปรากฏตัวที่ประเทศญี่ปุ่น โดย พล.อ.ประยุทธ์เพียงแต่ยิ้ม ไม่ตอบคำถามใดๆ
จับเข่าคุยนายกฯ ลาว–เวียดนาม
เวลา 14.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาตินอย บาย กรุงฮานอย ก่อนหารือทวิภาคีกับนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยนายกฯหยิบยกการจดทะเบียนแรงงานชาวลาวขึ้นมาหารือที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการ โดยขอให้แรงงานจากลาวรีบไปจดทะเบียนตามกฎหมายให้ทันเวลา นอกจากนี้ นายกฯได้กล่าวถึงการจัดการประชุม ACMECS ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงเทพฯ เดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งนายทองลุนตอบรับเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว และ สปป.ลาวพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครม.ร่วมไทย-ลาวในช่วงปลายปีนี้
ร่วมสักขีพยาน อมตะ ซิตี้ ฮาลอง
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้หารือกับนายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยนายกฯเชื่อมั่นว่าการประชุม GMS จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยินดีที่จะให้การสนับสนุนการเติบโตของเวียดนามในทุกด้าน และขอให้เวียดนามดูแลสนับสนุนนักลงทุนจากไทยในสาขาต่างๆ ทั้งนี้นายกฯเวียดนามสนับสนุนนักลงทุนจากไทยและพร้อมดูแลอย่างเต็มที่ ขอให้รัฐบาลไทยดูแลแรงงานเวียดนามในไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคี พล.อ.ประยุทธ์และนายกฯเวียดนามได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบใบอนุญาตการลงทุนในโครงการอมตะ ซิตี้ ฮาลอง (AMATA City Halong) ที่นักลงทุนไทยกลุ่มอมตะฯได้เข้าลงทุนที่เวียดนาม ที่เมืองฮาลอง จ.กว่างนิงห์ เป็นโครงการในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ผู้นำเมืองอัจฉริยะ (Smart City) บนพื้นที่การลงทุนใหม่ขนาด 5,789 เฮกตาร์หรือประมาณ 36,200 ไร่
ชูสโลแกนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติเวียดนาม พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นการประชุมคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “การค้นหาปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” โดยนายกฯ กล่าวถ้อยแถลงว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นพลังขับเคลื่อนภูมิภาค พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับเทคโนโลยีดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ที่รัฐบาลไทยส่งเสริมภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และโครงการ EEC สร้างพลังขับเคลื่อนในอนุภูมิภาคเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบให้เป็นระบบเดียวกัน จาก GMS ถึงอาเซียนถึงเอเชีย และถึงโลกส่งเสริมการลงทุนโดยใช้หลักการส่งเสริมการลงทุน Thailand+1 อย่างไรก็ดี ความร่วมมือทั้งหมดจะต้องมีภายใต้หลักการ 3M การไว้เนื้อเชื่อใจ ความเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน และจะละทิ้งหลักมนุษยชนไม่ได้ กลุ่มสมาชิก GMS จะเดินไปข้างหน้า ก้าวหน้าไปด้วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ที่มาไทยรัฐ