วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

วัชระโต้ 4 หมื่นล.จริง แต่ไร้ใบเสร็จ ‘วิษณุ’ ฉะข่าวเท็จ

https://www.thairath.co.th/media/
เต้นเย้ยพลังดูด ปชช. ไม่ให้ราคา!


“วิษณุ” เตือน “วัชระ” ปูดข่าวเหลวไหล ยกเมฆตัวเลข 4 หมื่นล้านตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนทหาร ส่อมีความผิดฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง ปั่นข่าวเท็จ “วัชระ” เสียงอ่อยยันเรื่องจริง แต่ยอมรับไม่มีใบเสร็จ ชี้ยุคนี้หายาก ออกตัวไม่ได้กล่าวหา “บิ๊กตู่” เกี่ยวข้องหรือทุจริต แบไต๋ไม่อยากให้เป็นนายกฯต่อ “เต้น” เชื่อพลังดูดไร้มนต์ขลัง ได้แต่นักการเมืองไม่ได้เสียงประชาชน เหน็บพรรคการเมืองดูดอำนาจเผด็จการน่ากลัวกว่า เป็นไส้ศึกประชาธิปไตย โหร คมช.ย้ำ “บิ๊กตู่” รีเทิร์นนายกฯ ฟันธง 2 พรรคใหญ่พ่ายศึกเลือกตั้ง ส่อมีรัฐบาลแห่งชาติสูง “นิพิฏฐ์” หวั่นปาฏิหาริย์ ก.ม.ยื้อเลือกตั้งออกไปอีกเป็นปี “มีชัย-วิษณุ” ประสานเสียงแจงใช้ ม.44 ระงับสรรหา กสทช. เลี่ยงเกิดปัญหาซ้ำซาก-สรรหาไม่ทัน นายกฯอารมณ์ดีเดินออกกำลังรอบทำเนียบ ทักทายแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ ยันเปล่าซ้อมลงพื้นที่หาเสียง

สืบเนื่องจากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาปูดการระดมทุนตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนทหาร 4 หมื่นล้านบาท และดูดอดีต ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้ถามหาหลักฐาน พร้อมสั่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเพื่อฟ้องร้องเอาผิดนั้น


“วิษณุ” ชี้ “วัชระ” ส่อผิดปั่นข่าวเท็จ
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. เวลา 12.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเอาผิดนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาระบุว่ามีการระดมเงิน 4 หมื่นล้านบาทตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนทหารว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจมองว่าไม่ใช่เรื่องจริง ทำให้คนเข้าใจผิด จึงต้องดูว่าผู้พูดมีเจตนาอะไรที่เอาเรื่องไม่จริงมาพูด เมื่อนายวัชระอ้างตัวเลข 4 หมื่นล้านบาทได้ คนอื่นก็สามารถพูดได้เช่นกัน การพูดโดยไม่มีมูลความจริงออกสื่อสาธารณะย่อมมีความผิด เมื่อถามว่า จะเอาผิดนายวัชระอย่างไร นายวิษณุตอบว่า ไม่รู้ตนไม่ได้เป็นคนคิดว่าจะเอาผิดหรือตั้งข้อหา นายกฯก็เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยดู เมื่อถามว่า เป็นการดิสเครดิตก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดไม่ไว้ เนื้อเชื่อใจ และร่ำลือกันไปต่างๆนานาเหมือนการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งจะทำให้คนเกิดความเชื่อ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่หากพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้วอาจจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้ เช่น ถ้าเราตบหน้าคนเฉยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่ถ้าเราตบหน้าเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองก็จะเป็นเรื่องการเมือง

ยืนยันรัฐบาลจริงใจปราบโกง
นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีนายมานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตั้งคำถาม คสช. เรื่องความจริงจังปราบทุจริต หลังไม่มีประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) มา 8 เดือนว่า ที่เขาแสดงความเห็นมาเรารับทราบ แต่อยากให้ทราบว่า คตช. เป็นฝ่ายนโยบาย เมื่อมีเรื่องถึงจะประชุม ระหว่างที่ คตช. ไม่ประชุม ศูนย์อำนวยการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติทำงานอยู่ทุกวัน รายงานนายกฯอยู่ตลอด เพียงแต่ไม่ได้รายงานออกสู่สาธารณะ โดยในที่ประชุม คสช.เมื่อวันที่ 24 เม.ย. มีการหารือเรื่องปรับโครงสร้าง คตช. และจะมีการประชุมเร็วๆนี้ ยืนยันไม่มีอะไรชะงัก เพราะ ศอตช.ยังทำงานได้ รัฐบาลจริงใจเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชัน เน้นย้ำ ศอตช.ให้ทำงานหนักขึ้นทุกวัน


“วัชระ” ยันเรื่องจริงแต่ไร้ใบเสร็จ
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุจะฟ้องกรณีที่ระบุว่ามีการระดมทุน 40,000 ล้านบาท เพื่อตั้งพรรคทหารว่า พล.อ.ประยุทธ์คงฟังความไม่หมด เพราะตนบอกว่าได้รับข้อมูลด้านการข่าวว่ามีการระดมทุนเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนับสนุนทหารเป็นวงเงินดังกล่าว ยืนยันไม่ได้ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความเกี่ยวข้อง เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไม่ควรเดือดร้อน แต่มีรายงานการพูดคุยเรื่องระดมทุนเพื่อตั้งพรรคสนับสนุนทหารในทำเนียบรัฐบาล และมีรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ยอมรับต่อสังคมเองว่า กำลังจะตั้งพรรคการเมืองจริง ส่วนที่นายกฯท้าให้เปิดหลักฐานนั้น เปรียบเหมือนการหาใบเสร็จของการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งคงไม่มี แต่ขอให้ไปถามจากพ่อค้า นักธุรกิจ นักลงทุนที่ได้ประโยชน์จากรัฐ ยืนยันว่ามีการระดมทุนจริง แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ายืนยันต่อหน้าสื่อ เพราะเป็นยุครัฐบาล คสช.

เผยไต๋ไม่อยากให้เป็นนายกฯต่อ
“ท่านกล้าสาบานต่อวัดพระแก้วใน 7 วันหรือไม่ว่าไม่มีการใช้ทำเนียบรัฐบาลพูดคุยกันเรื่องการตั้งพรรคการเมือง ผมไม่เคยกล่าวหาว่าท่านทุจริต หรือสั่งการให้มีการระดมทุนตั้งพรรค เมื่อท่านขู่ว่าจะฟ้องผมและสื่อ ก็ขอร้องว่าอย่าฟ้องเลย แต่หากฟ้องผมก็ยินดีต่อสู้ตามกระบวนการ เพราะมีความสุจริตใจในการให้ข้อมูลและหวังดีต่อท่าน ไม่อยากให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ อยากให้พอแล้ว เพราะท่านไม่ทันนักการเมืองที่ฉ้อฉลแน่นอน และขอให้ดูตัวอย่างจอมพลถนอม กิตติขจร และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และขอให้เอาเวลาที่จะฟ้องร้องผมไปเร่งปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาล้มเหลว” นายวัชระกล่าว


“เต้น” เหน็บไส้ศึกทหารน่ากลัวกว่า
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ความพยายามดูดนักการเมืองเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลเพื่อวางงานสืบทอดอำนาจเป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเผด็จการคณะใดประสบความสำเร็จด้วยวิธีนี้ ที่สุดจะดูดไปได้แต่นักการเมือง แต่คะแนน เสียงประชาชนจะไปอีกทาง เกมดูดนักการเมืองของอำนาจเผด็จการน่าจับตาแต่ไม่น่ากังวล ที่น่ากลัวกว่าคือนักการเมืองที่ดูดอำนาจเผด็จการเข้ามาเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม เพราะมีความซับซ้อนและสร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตยมากกว่า เผด็จการเต็มรูปแบบเมื่อดูดประชาชนไม่ได้สุดท้ายก็ต้องไป แต่ฝ่ายการเมืองดูดเผด็จการจะกลายร่างได้ ขึ้นอยู่กับความสมประโยชน์ทางการเมือง วันนี้จึงต้องดูให้ชัดว่าพรรคการเมืองที่ยืนวิจารณ์ผู้มีอำนาจตอนนี้ เป็นเพราะมีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย หรือผิดหวังไม่ได้ดังใจกับเผด็จการ ถ้าเป็นแบบหลังในอนาคตจะเป็นไส้ศึกให้คณะรัฐประหารอีก

ชทพ.เหน็บ 4 ปีเพิ่งดึงนักการเมือง
นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การแต่งตั้งแกนนำพรรคพลังชลเข้าร่วมงานนั้น เห็นด้วยที่นายกฯและรัฐบาลเห็นประโยชน์ของฝ่ายการเมือง เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา มีช่องว่างระหว่างทหารกับประชาชน การทำงานแบบทหารจะรับฟังรายงานจากข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่นักการเมืองใกล้ชิดอยู่กับประชาชนจึงแก้ปัญหาได้ถูกจุดเพราะรู้ปัญหามากกว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปเป็นที่ปรึกษารัฐบาลน่าจะเป็นประโยชน์ แต่ต้องถามว่าทำไมเพิ่งเห็นความสำคัญและทำไมเพิ่งคิดทำตอนนี้ ที่ผ่านมาพยายามเสนอว่านักการเมืองเป็นคนเลว ทุจริต แต่สุดท้ายก็เห็นว่าสิ่งที่พูดมาเป็นแค่ส่วนเดียว เหมารวมไม่ได้


โหร คมช.ย้ำ “บิ๊กตู่” รีเทิร์นนายกฯ
นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังเจ้าของฉายาโหร คมช. กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ตอนนี้นักการเมืองทุกฝ่ายเดินหน้าเตรียมตัวสู่โหมดการเลือกตั้ง มีหลายพรรคตั้งขึ้นมา ส่วนความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในการเลือกตั้งนั้น อย่างที่ตนบอกทุกฝ่ายเปิดหน้าทางการเมืองแล้ว คิดว่าคงไม่นานนี้จะเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป จะเห็นความชัดเจน รวมถึงการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ท่านต้องดูหลายอย่างประกอบในการตัดสินใจ อย่างที่ตนเคยบอก พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่หมดหน้าที่ลง ถึงแม้มีอุปสรรคอยู่บ้างก็ตาม และการกลับมาเป็นนายกฯก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ฟันธง รบ.แห่งชาติโอกาสสูง
เมื่อถามว่า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งอย่างไร นายวารินทร์ตอบว่า การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในรูปแบบดีขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อน สำหรับ 2 พรรคใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์คงได้คะแนนเสียงระดับหนึ่ง แต่คงไม่ได้หวนกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน คงต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เพราะหมดเวลา น่าจะมาลักษณะเป็นฝ่ายค้านมากกว่า ยังคงเป็นหน้าที่ของคนในรัฐบาลปัจจุบัน แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมารวมกันเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อชาติบ้านเมือง โดยไม่คิดถึงประโยชน์ใดๆ คล้ายกับรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งในที่สุดน่าจะมาเป็นแบบนี้มากกว่า เวลานี้เป็นการเล่นการเมืองตามบทเท่านั้น เมื่อถึงเวลาจริงๆ คงต้องปรึกษาหารือร่วมกัน เท่าที่ดูรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นได้สูง ต้องคอยพิสูจน์กันเมื่อถึงเวลา


“นิพิฏฐ์” วิเคราะห์ ก.ม.ในมือศาล รธน.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหมวดเลือกตั้งสี่ฉบับที่จะใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปว่า คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่ามีกฎหมายในหมวดเลือกตั้งถูกส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพียงสองฉบับคือกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ข้อเท็จจริงแล้วมีสามฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดยพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลัง คสช.มีคำสั่งที่ 53/2560 สั่งให้ดำเนินการนอกเหนือจากกฎหมายพรรคการเมืองกำหนด กรณีให้สมาชิกพรรคต้องมายืนยันตน ถือเป็นการเพิ่มภาระเกินสมควรแก่เหตุให้กับสมาชิกพรรคการเมือง และเป็นการริดลอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนส่อขัดต่อรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะมีผลทำให้คำสั่งนั้นเป็นโมฆะและเกิดปัญหาว่า คสช.จะตัดสินใจดำเนินการอย่างไร จะบังคับใช้กฎหมายพรรคการเมืองเดิมก่อนการแก้ไข หรือจะปรับปรุงกฎหมาย

อาจเกิดปาฏิหาริย์ ก.ม.ยื้อ ลต.อีก 1 ปี
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า คสช.มี 2 ช่องที่จะเดินคือ 1.เลือกที่จะปรับปรุงตามคำวินิจฉัยของศาล โดยส่งกลับมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายพรรคการเมืองก็อาจจะต้องใช้เวลาเกือบปี เพราะต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การเสนอญัตติเข้าวาระที่หนึ่งถึงวาระที่สาม จากนั้นก็ต้องส่งขึ้นไปเพื่อทรงลงพระ ปรมาภิไธย โดยกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไป หรือ 2.คสช.จะใช้มาตรา 44 สั่งให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้สอดคล้องตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิธีการนี้จะใช้เวลาไม่นานเท่ากับการส่งให้ สนช. แต่ก็ยังมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งตามโรดแม็ปเดือน ก.พ. 2562 อยู่ดี เหล่านี้คือปาฏิหาริย์ทางกฎหมายที่สังคมยังคิดไม่ถึง ตนจึงบอกว่าข่าวจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม หรืออุกกาบาตตกใส่ประเทศไทย ยังไม่น่ากลัวเท่าปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย


“มีชัย” แจง ม.44 ระงับสรรหา กสทช.
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ คสช. กล่าวถึงการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 7/2561 ว่าด้วยการยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ที่ประชุม คสช.ได้ระบุถึงปัญหาที่เกิดกับกระบวนการสรรหาและจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.กสทช. (ฉบับที่ 2) ใน 2 ประเด็น เข้าใจว่ากระบวนการแก้ไขกฎหมายต้องให้ กสทช. ปรับแก้ ก่อนส่งให้ ครม.พิจารณา และส่งให้สนช.พิจารณาตามกระบวนการ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.กสทช.ระบุว่าเมื่อกระบวนการสรรหาต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน หากไม่ระงับการสรรหาไว้ก่อน ปัญหาอาจจะเกิดซ้ำได้ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอาจจะแก้ไขไม่ทัน แม้ตนจะเสนอในวงประชุม คสช. ว่าให้ใช้การพิจารณาแบบ 3 วาระรวด เขาบอกอาจจะไม่ทัน เขาจึงใช้คำสั่ง มาตรา 44 ออกมาเป็นแนวทางให้ระงับไว้ก่อน

ปมเหตุจากตีความกฎหมาย
นายมีชัยกล่าวว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาที่ได้ยินจากบุคคลที่เกี่ยวข้องคือ การแปลความบทบัญญัติของคุณสมบัติหรือรายละเอียดของบุคคลที่มีสิทธิเข้ารับการสรรหา เช่น ข้อกำหนดให้บุคคลที่เคยทำหน้าที่ตำแหน่ง อธิบดีหรือเทียบเท่าสามารถเข้ารับสมัครได้ แต่กรรมการสรรหาตีความว่าต้องเป็นตำแหน่งขององค์กรนิติบุคคล ทั้งที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าให้เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ขณะที่ประเด็นที่ สนช.อภิปรายในที่ประชุมต่อจำนวนบุคคลที่เสนอชื่อให้ สนช.ลงมติ ที่ต้องเสนอจำนวน 14 คน แบ่งเป็นด้านละ 2 คน แต่พบมีผู้ที่คุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้าม ทำให้จำนวนที่เสนอไม่ครบจึงตีกลับบัญชีรายชื่อ เพราะไม่มีตัวเลือก ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นจะไปโทษกรรมการสรรหาจนถึงขั้นเปลี่ยนตัวกรรมการไม่ได้


“สุรชัย” เสนอแก้คุณสมบัติต้องห้าม
ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแก้ไข พ.ร.บ.กสทช. (ฉบับที่ 2) ว่า ตนไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ เท่าที่ทราบจะเป็นเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม น่าจะไปแก้เพื่อให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะที่จะมาดูแลผลประโยชน์ของบรรดาคลื่นทั้งหลายที่เป็นสมบัติของชาติ ทุกครั้งเราเห็นว่ามีการประมูลเป็นแสนๆล้าน ส่วนที่มองว่า สนช.สรรหาองค์กรอิสระมาหลายครั้งแล้วสะดุดนั้น มองได้สองมุม ถ้าต่างคนต่างแยกกันทำงานอย่างอิสระ และเราไม่ไปมองว่ามันเป็นความขัดแย้งก็เป็นสิ่งที่ดี แสดงให้เห็นว่าต่างคนต่างทำงานด้วยอิสระ ตนเชื่อว่าต่อไปคงต้องมีการพูดคุยกันเพื่อสร้างความเข้าใจ เมื่อถามว่า กรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่ามีการตีความคุณสมบัติที่ต่างกันระหว่าง สนช.กับกรรมการสรรหา นายสุรชัยตอบว่า เรื่องนี้ประธานสนช.ยังไม่เคยพูดคุยกับสมาชิก และก็จะไม่คุย เพราะท่านใส่หมวก 2 ใบอยู่แล้ว ท่านจะมาคุยเรื่องนี้ไม่ได้

“วิษณุ” ชี้ ม.44 ระงับสรรหาเวลาไม่พอ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ระงับการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. ว่า ในคำสั่งดังกล่าวให้ระงับการสรรหาไปก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องดำเนินการสรรหาให้ได้ภายใน 30 วัน หากใช้กติกาเดิมจะเกิดปัญหาเยอะตามที่มีการรายงานเข้ามา เช่นเวลา 30 วัน ในชั้นคณะกรรมการสรรหาไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบคุณสมบัติ จึงควรแก้ไขวิธีการสรรหาก่อน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูว่าต้องแก้ไขอย่างไร ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาเดิมๆ จะกลับมาอีก ส่วนระยะเวลาการแก้ไขแม้ไม่ได้กำหนดไว้ แต่ไม่มีอะไรชะงัก กสทช.ชุดเดิมสามารถทำหน้าที่ต่อได้ เรื่องนี้เขาคงรีบแก้ เนื่องจาก กสทช.ชุดเดิมก็ไม่อยากรักษาการนาน ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่ สนช.จะมีมติคว่ำการสรรหา กสทช. รู้ปัญหานี้ก่อนหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ยอมรับว่ามันเป็นเหตุเป็นผลกัน หากทิ้งไว้จะเกิดปัญหาอะไร มันไม่ใช่ปัญหาของคุณสมบัติ แต่เป็นเรื่องวิธีการ โดย สนช. และ กสทช.คือผู้เห็นปัญหาดังกล่าว

หาวิธีเป็นธรรมช่วยทีวีดิจิตอล
นายวิษณุกล่าวถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลว่า ที่ประชุม คสช. เมื่อวันที่ 24 เม.ย. เห็นชอบหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล แต่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพูดคุยหารือเพิ่มเติมในรายละเอียด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าจะช่วยเหลืออย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ ภาครัฐ ประชาชน และผู้ที่จะเข้ามาลงทุนรายอื่นๆ ก่อนที่จะนำมาเสนอที่ประชุม คสช.อีกครั้ง ตอบไม่ได้ว่าจะใช้มาตรา 44 ในการช่วยเหลือหรือไม่ ส่วนที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงถึง 3 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและจะออกมาตรา 44 ในเร็วๆนี้นั้น ส่วนตัวไม่ทราบ ไม่รู้รายละเอียด แต่มาตรการเหล่านั้นคือแนวทางที่ผู้ประกอบการต่างพอใจ แต่รัฐก็ต้องมาพิจารณาถึงความสมน้ำสมเนื้อ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย แม้ คสช.จะไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะต้องไปพิจารณาจากนี้เท่าไหร่ แต่เชื่อว่าจะพิจารณาไม่นาน

“วิทวัส” เชื่อไร้ใบสั่งล้มผู้ตรวจฯ
พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ประชุม สนช.ไม่เห็นชอบให้นางภรณี ลีนุตพงษ์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอว่า เป็นดุลพินิจของ สนช. การสรรหาใหม่คิดว่าถ้ามีการประชาสัมพันธ์เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ของผู้ตรวจฯต้องมีความรู้เรื่องกิจการสาธารณะไม่น้อยกว่า 20 ปี ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น ส่วนกรณีที่ขณะนี้มีการล้มการสรรหาองค์กรอิสระหลายองค์กรนั้น ผู้มีหน้าที่ก็คงพิจารณาดีแล้ว คงเป็นด้วยความตั้งใจดีที่อยากให้ได้คนดีเข้ามาทำหน้าที่องค์กรอิสระ ไม่เชื่อว่าเป็นใบสั่ง เพราะจากที่ตนได้รู้จักผู้ทำหน้าที่กรรมการตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการองค์กรอิสระ สนช. แต่ละคนมีความตรงไปตรงมา

ปัดแช่ปม 3 กสม. ยื่นตีความเซ็ตซีโร่
พล.อ.วิทวัสกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวผู้ตรวจการฯจะไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในเรื่องที่ 3 กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ยื่นขอให้ผู้ตรวจการฯส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมถูกเซ็ตซีโรว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในการพิจารณา แต่ผู้ตรวจการฯเห็นว่าคำร้องของ กสม.มีบางประเด็นที่ไม่ชัดเจนที่อ้างว่าการถูกเซ็ตซีโร่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร จึงมีหนังสือให้ทำรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่มีเหตุผลที่จะเว้นวรรคปล่อยให้เรื่องนี้พ้นกรอบ 60 วันแล้วให้ผู้ร้องไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง ถ้าได้รับคำชี้แจงแล้วจะพิจารณา โดยเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการฯ และกรณี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาพิจารณาเทียบดู โดยจะยึดตามเหตุตามผล ถ้าเรื่องใดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วก็ไม่น่าที่จะมารื้อฟื้นอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ 3 กสม.ที่ใช้สิทธิส่วนตัวที่ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการฯ ประกอบด้วย นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ และนางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง

นายกฯขออียูวางใจโรดแม็ป
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น. ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายปีร์กะ ตาปีโอละ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้สหภาพยุโรปไว้วางใจได้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามโรดแม็ป และเป็นไปตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย รวมทั้งจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน ขณะที่เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยชื่นชมนายกฯที่ได้แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน และสั่งการให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU รวมทั้งปัญหาแรงงานให้เกิดความยั่งยืน

เดินเรียกเหงื่อรอบทำเนียบฯ
ต่อมาเวลา 15.30 น. นายกฯพร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะทำงาน ได้เดินออกกำลังกายเรียกเหงื่อรอบทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มเดินจากตึกไทยคู่ฟ้าไปยังอาคารศูนย์กีฬา สำนักเลขาธิการนายกฯ แวะดูการออกกำลังกายของเจ้าหน้าที่และข้าราชการทำเนียบฯ ก่อนจะเดินออกไปสู่ถนนราชดำเนินทางประตู 5 ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ข้ามสะพานมัฆวานไปฝั่งตรงข้ามสำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เลียบคลองผดุงกรุงเกษม วัดโสมนัสราชวรวิหาร เลี้ยวซ้ายที่แยกสะพานเทวกรรม เข้าถนนนครสวรรค์ แยกสนามม้านางเลิ้ง ถนนพิษณุโลก แวะสักการะศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์แล้วเดินข้ามสะพานชมัยมรุเชฐ กลับเข้าทำเนียบฯทางประตู 2 ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าใช้เวลาประมาณ 30 นาที ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ถือเป็นการออกกำลังกายประจำวันพุธเป็นครั้งแรกในปี 61 ของนายกฯ เพราะครั้งล่าสุดได้เต้นแอโรบิกและโชว์ท่าตีเข่ากับเสาในตึกสันติไมตรี เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.60

ยิ้มปัดซ้อมเดินหาเสียงลงพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งที่นายกฯเดินผ่านร้านขายก๋วยเตี๋ยว ได้แวะทักทายถามบรรดาแม่ค้าว่าขายดีหรือไม่ ผ่านวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามว่า เป็นการซ้อมเดินหาเสียงในการลงพื้นที่หรือไม่ นายกฯไม่ตอบแค่หันมามองแล้วยิ้มๆ โดยเอ่ยชมผู้สื่อข่าวว่า “แข็งแรงมาก เดินกันไม่รู้จักเหนื่อย แต่เป็นผู้สื่อข่าวก็ต้องอึดและอดทน” เมื่อถามว่า เหนื่อยหรือไม่ นายกฯตอบว่า “เหนื่อย แต่ก็ต้องอดทน เป็นนายกฯ ต้องอดทน” เมื่อถามอีกว่า จะแวะไปเยี่ยมกองบัญชาการของผู้สื่อข่าว (ห้องผู้สื่อข่าว) หรือไม่ นายกฯตอบว่า “จะไปทำไม จะให้ไปบัญชาการใคร”

ผู้ตรวจฯยึดหลักกัลยาณมิตร
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนาในหัวข้อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน : องค์กรเพื่อรัฐและเพื่อประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560” เพื่อชี้แจงถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ ใหม่ มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หน่วยงานอิสระและสถาบันการศึกษากว่า 700 คน เข้าร่วม โดย พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รักษาราชการแทนประธานผู้ตรวจ การแผ่นดิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การทำงานของผู้ตรวจการฯยังคงยึดหลักความเป็นกัลยาณมิตร คือไม่ได้มุ่งหมายจับผิดหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ แต่แสวงหาทางออกแก้ไขความเดือดร้อนอย่างเป็นระบบ เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ส่งเสริมสนับสนุนให้คำแนะนำเพื่อให้หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

งานปฏิรูปจำเป็นต้องมีผู้ตรวจฯ
ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.บรรยายพิเศษในหัวข้อ “หน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560” ว่า เราพยายามกันผู้ตรวจออกมาจากภาพความเป็นยักษ์ ไม่ให้กระบองผู้ตรวจการฯ แต่ให้บทกฎหมายลงโทษเลย หากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ตรวจจึงเป็นเหมือนพระมาลัยเพื่อไปช่วยเขา กระบองที่ให้จึงเป็นออโตเมติก หากถึงจุดที่ทำผิดขั้นตอนก็มีผลของมันเอง ผู้ตรวจการฯเป็นหน่วยงานเดียวที่จะแก้ปัญหาระบบราชการ ดังนั้นจึงควรหันมาทำงานด้านนี้ให้มากขึ้น เพราะการปฏิรูปประเทศให้ไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้เลย หากไม่แก้ระบบราชการ โดยเฉพาะระบบงบสารบัญที่ทำให้นายกฯ รัฐมนตรีต่างๆ มีหนังสือให้เซ็นจำนวนมาก จนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น

เป็นเครื่องเอกซเรย์ธรรมาภิบาล
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ผู้ตรวจการแผ่นดินกับภาครัฐ : บทบาทเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลของแผ่นดินว่า ผู้ตรวจการฯเป็นองค์กรตรวจสอบ มีบทบาทต่างจากองค์กรอิสระอื่นทั้ง สตง. ป.ป.ช. กกต. กสม. ซึ่งบทบาทขององค์กรเหล่านี้โน้มเอียงไปในทางจับผิดเหมือนเครื่องเอกซเรย์ ผู้ตรวจการฯถูกวางไว้แปลกประหลาดเป็นเครื่องเอกซเรย์อีก 1 เครื่อง แต่เพื่อตรวจสอบทุกอย่าง ทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ไม่มีองค์กรใดตรวจสอบก็ยกให้ผู้ตรวจการฯ แต่หน้าที่สั้นๆ คือตรวจสอบธรรมาภิบาล หรือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ดังนั้นเรื่องร้องเรียนจะหลั่งไหลมาที่ผู้ตรวจการฯ จึงต้องตั้งปราการด่านกรองให้ดีว่าอะไรเป็นขยะ อะไรมีคุณค่า ควรทำ ไม่ควรทำ

รำลึกวันสวรรคต “พระองค์ดำ”
วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาและบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในวันคล้ายวันสวรรคตประจำปี 2561 โดยมีผู้แทนผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมพิธีเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยที่สร้างความเป็นเอกราชให้แก่ชาติไทย จากนั้นจึงทำพิธีบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน ณ ห้องนเรศวร กองบัญชาการกองทัพไทย ทั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2148 พระชนมพรรษา 50 พรรษา รวมสิริดำรงราชสมบัติ 15 ปี ตลอดรัชสมัยทรงราชการสงคราม ทรงกู้เอกราชและสร้างความเป็นปึกแผ่น และทรงแผ่อำนาจราชอาณาจักรไทยกว้างใหญ่ไพศาล

“บิ๊กเจี๊ยบ” โยก ผบ.พัน 169 ตำแหน่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ลงนามในคำสั่งกองทัพบกที่ 250/2561 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน จำนวน 169 นาย โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อนและลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2501 หมวด 2 ข้อ 5 (2) ซึ่งมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ มีตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พ.ท.พงศกร เพียรมาก ผบ.พัน.รร.สห.สห.ทบ. เป็น ผบ.พัน.สห.12 พ.ท.ณัฐภัทร ม่วงกล่ำ ผบ.ร.9 พัน.3 เป็น ผบ.พัน.ร.มทบ.11 พล.ท.วีรวัฒน์ สุนทรพรม หน.ฝขว.พล.ร.9 เป็น ผบ.ร.9 พัน.3 พ.ท.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ร.12 พัน 2 รอ. เป็น ผบ.ร.12 พัน 3 รอ. พ.ท.ภาณุ ขวัญสุวรรณ รองเสธ.ร.12 รอ. เป็น ผบ.ร.1 พัน.2 รอ. พ.อ.ไชยปราการ พิมพ์จินดา เสธ.ร.21 รอ. เป็น รอง ผบ.ร.21 รอ. พ.อ.สมพร โตภาพ รอง เสธ.พล.ร. 2 รอ. เป็น เสธ.ร.21 รอ. พ.ท.อภิชัย จูสนิท ผบ.ร.12 พัน.1 รอ. เป็น เสธ.ร.12 รอ. พ.ท.พรพิสุศ์ บุญรอด หน.ฝกม.พล.ร.2 รอ. เป็น ผบ.ร.12 พัน.1 รอ. พ.อ.สุทัศน์ ยุทธภีมพล รอง ผอ.กกบ.ทน.1 เป็น ผบ.กรม.ทพ.13 พ.ท.สมเจตน์ ผลประเสริฐ รอง ผบ.กรม.ทพ. 12 เป็น ผบ.ม.พัน.30 พล.ร.2 รอ. พ.อ.สิทธิชัย พร้อมเจริญ เสธ.ป.2 รอ. เป็น รอง ผบ.ป.2 รอ. พ.ท.บดินทร์ อุปสาร ผบ.ม.6 พัน.21 เป็น ผบ.ม.6 พัน.6 เป็นต้น

เสรีภาพสื่อไทยอยู่อันดับ 140
วันเดียวกัน “กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน” (RSF) องค์กรพิทักษ์เสรีภาพสื่อและข้อมูลข่าวสาร สำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เผยแพร่รายงานสำรวจเสรีภาพสื่อมวลชนใน 180 ประเทศทั่วโลก ประจำปี 2561 ปรากฏว่า นอร์เวย์ ครองแชมป์ประเทศที่สื่อมีเสรีภาพมากที่สุดในโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ส่วนอันดับ 2-5 คือ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ ส่วน 5 อันดับ ท้ายตาราง ประเทศที่ควบคุมและจำกัดเสรีภาพสื่อมากที่สุดในโลก ประกอบด้วย จีน 176 ซีเรีย 177 เติร์กเมนิสถาน 178 เอริเทรีย 179 และเกาหลีเหนือ 180 ส่วนอันดับอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ อันดับ 40 สหรัฐอเมริกา อันดับ 45 ญี่ปุ่นอันดับ 67 รัสเซีย อันดับ 148 ขณะที่ไทยอยู่อันดับ 140 ซึ่งเมื่อเทียบกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยมีอันดับต่ำกว่า 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย (อันดับ 124) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 133) และเมียนมา (อันดับ 137) สำหรับกรณีของไทย องค์กร “RSF” ระบุว่า มีการคุกคามและตรวจสอบสื่อเข้มงวดภายใต้รัฐบาล คสช. และการที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีผลบังคับใช้ ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจตรวจสอบและควบคุมสื่อได้มากยิ่งขึ้น
ที่มาไทยรัฐ