
‘ภูมิธรรม’-ข้องใจ แค่ไปพบ‘ทักษิณ’ ครอบงำตรงไหน ม็อบนัด22พ.ค.นี้
“ภูมิธรรม” ตอกผู้มีอำนาจต้องใจหนักแน่น อย่ามโน หาเรื่องทำลาย ล้างกัน เลอะเทอะไปพบ “แม้ว-ปู” ถูกครอบงำตรงไหน เมินรัฐบาล คสช.เพิ่มพลังดูด ถึงเวลาหย่อนบัตรเดี๋ยวรู้กัน ย้อน “สมคิด” อย่าดีแต่พูดเท่ๆ พท.ท้าแน่จริงให้ปลดล็อกคำสั่ง คสช. “จิรายุ” ซัดเรียนรู้ ปชต.แต่รับใช้ เผด็จการ “เอม-อุ๊งอิ๊ง” โชว์รูปคู่ “พ่อ-อาปู” “เหลิม” นำทีมอดีต ส.ส.ดินเนอร์หรูกับ 2 อดีตผู้นำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หนีบนายก อบจ.บินโชว์พาว “องอาจ” กระทุ้ง “สมคิด” กระซิบ คสช.ปลดล็อกดีกว่า “วิลาศ” ย้อนแสบ “ผู้ชายที่มากจริตชาวบ้านรับไม่ได้” “วัชระ” จับอาการเสพติดอำนาจ “เด็กเนวิน” โต้ไม่ได้ดูดกันง่ายๆ “เสี่ยหนู-เนวิน” เช็กครั้งสุดท้ายรับ “บิ๊กตู่” คนอยากเลือกตั้งมาตามนัดเปิดเวทีซักฟอกรัฐบาล คสช. นัดชุมนุมใหญ่ 22 พ.ค. ครบ 4 ปีปฏิวัติ
ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สั่งให้ฝ่ายกฎหมายจับตาดูอดีต ส.ส. และแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่บินไปพบนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สิงคโปร์ ที่อาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น
“ภูมิธรรม” ตอกอย่ามโนหาเรื่อง
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รักษาการเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเตือนอดีต ส.ส. และแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่บินไปพบนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศสิงคโปร์ อาจขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ห้ามบุคคลภายนอกมาชี้นำครอบงำพรรคว่า เป็นแค่ข่าวที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีใครไปเจอใครอย่างไรบ้าง อาจเห็นรูปนายไผ่ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ผ่านโซเชียลบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่รู้จักกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกี่ยวกับเรื่องการครอบงำพรรค ผู้มีอำนาจต้องใจหนักแน่น อย่ามโน หรือพยายามคิดไปว่าเป็นการครอบงำอะไรไปหมด ไม่เช่นนั้นคนเราคงเจอกันไม่ได้ ขออย่าตีความในลักษณะหาเรื่องหรือเพื่อทำลายกัน การจะบอกว่าใครครอบงำใครต้องมีพฤติกรรมที่ชัดเจน ขอให้ใจกว้างว่าเราไม่อาจปิดกั้นความสัมพันธ์ของคนที่มีความผูกพันกัน อย่ามองทุกเรื่องเป็นการเมืองไปหมด หรือพูดเข้าข้างตัวเอง
เลอะเทอะกล่าวหาครอบงำ
นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทีเวลาไปดูดคนอื่นมากลับกล่าวหาคนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ามองแต่เรื่องการเมืองเอาแต่ด่า ก็เพราะเริ่มจากความคิดลบความคิดที่อยากทำลาย อยากเอาประโยชน์เข้าฝ่ายตัวมองว่าอะไรที่ไม่ถูกจริตตัวเองก็บอกว่าผิดรัฐธรรมนูญนั้น อย่าไปทำเลยยิ่งทำให้ประเทศเสียหาย ส่วนที่ กกต.มองว่าอาจเป็นการครอบงำนั้น ถามว่าอะไรคือการครอบงำ เช่นนั้นตนครอบงำสื่อทุกวันหรือไม่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์เจอหน้าสื่อทุกวัน เดี๋ยวคนนั้นมาเจอคนนี้มาเจอก็ครอบงำกันได้ ประเทศนี้ก็วุ่นวายไปหมด เลอะเทอะ ขอทุกฝ่ายทำใจให้กว้าง มนุษย์ต้องพบปะพูดคุยเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม ลองกลับไปถามตัวเองว่าใครจะครอบงำท่านได้ง่ายๆหรือไม่ การครอบงำเกิดจากอะไร ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายสมคิด กกต. ก็ถูกครอบงำหรือไม่
ลั่นไม่โดดเดี่ยวมี ปชช.โอบอุ้ม
นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลตกปลาในบ่อเพื่อน อาจทำให้พรรคเพื่อไทยโดดเดี่ยวนั้น เราไม่เคยรู้สึกว่าเราโดดเดี่ยว เพราะประชาชนโอบอุ้มเราอยู่ และเราอยู่กับประชาชน การไปดึงตัว ส.ส.พรรคอื่นมามากมาย แต่ถ้าประชาชนไม่เอาด้วยก็ไม่อบอุ่นอะไร เราไม่มีปัญหาในการส่ง ส.ส.ให้ครบทุกเขต ขอให้กติกาออกมาชัดเราพร้อมทำงาน ถ้าปลดล็อกเมื่อไรเชื่อว่าคนอยากมาร่วมเป็นสมาชิกกับเราอีกมาก คสช.อาจประสบความสำเร็จในการลดทอนจำนวนสมาชิกพรรค แต่จะทำให้ง่อยเปลี้ยเสียขาแล้วสู้กับ คสช.ไม่ได้นั้น เราไม่เชื่อ เพราะเชื่อว่าพี่น้องประชาชนรู้ว่าถึงเวลาหย่อนบัตรจะทำอย่างไร เชื่อว่าประชาชนจะมาโอบอุ้มพรรคที่เขารัก เคารพและศรัทธา อำนาจอาวุธ อำนาจรัฐ อำนาจต่างๆ ไม่สามารถมาปิดกั้นศรัทธาประชาชนได้
ย้อน “สมคิด” อย่าดีแต่พูดเท่ๆ
นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นไปตามโรดแม็ปหรือไม่ จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะคิดทำนโยบายอะไรออกมา เพราะเท่าที่ฟังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกให้พรรคการเมืองไปคิดเรื่องนโยบาย ก็อยากให้ท่านจริงใจกับสิ่งที่เสนอ หากต้องการให้พรรคการเมืองทำงานต้องรีบปลดล็อกการเมืองโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นก็ทำอะไรลำบาก โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย เป็นการทำควบคู่ไปกับการลงไปเรียนรู้ รับฟัง ดึงการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชน ต้องมีการทำงานการเมือง ประชุม สัมมนา รับฟังความเห็น รับฟังปัญหา ดูความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน แต่ขณะนี้ยังทำไม่ได้ ดังนั้น อย่าพูดเท่ๆอย่างเดียว ส่วนกรณีที่บอกว่าคนอื่นทำการเมืองแบบเก่า แต่สิ่งที่ท่านทำอยู่ล้วนเป็นการเมืองแบบเก่าทั้งสิ้น แต่พูดแล้วดูดี เชื่อว่าทุกพรรครอการปลดล็อกอยู่ เพราะต้องมีกระบวนการลงไปสรุปปัญหากับพี่น้องประชาชนเหมือนกัน
แน่จริงให้ปลดล็อกคำสั่ง คสช.
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บอกให้พรรคการเมืองเลิกพูดเรื่องดูดเพราะไร้สาระนั้น ดูดหรือไม่ดูดนายสมคิดย่อมรู้อยู่แก่ใจ ประชาชนมองออก เพราะมีข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่ามีการเปิดทำเนียบดูด คนที่ไปคุยก็ออกมาบอกว่าในวงนั้นมีนายสมคิดนั่งอยู่ด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล กลับออกมาได้เป็นรองผู้ว่า กทม. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ก็กำลังตัดสินใจ ดังนั้น มันต้องมีคนหนึ่งที่โกหก ต้องเอาความจริงมาพูดเปิดเผยได้หรือไม่ว่าเสนออะไร ชักชวนเจรจาต่อรองอย่างไร ใช้ตำแหน่งหรือผลประโยชน์ อะไรมาต่อรอง พรรคการเมืองพร้อมทำนโยบายให้ดีที่สุดตลอดเวลา แต่เพราะ คสช. ยังไม่ปลดล็อกจึงยังไม่สามารถทำกิจกรรมได้ ถ้าจริงใจต้องยกเลิกคำสั่งที่ 53/2560 การจัดทำนโยบายที่ดีไม่ใช่คิดเองเออเอง ต้องรับฟัง ต้องสำรวจความคิดเห็น ต้องมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ปากบอกไทยแลนด์ 4.0 แต่การยืนยันสมาชิกพรรคการเมือง ยังต้องวิ่งถ่ายเอกสาร สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านกันอยู่เลย
พูดอย่างทำอย่างมัดขาไว้จะให้วิ่ง
“อย่าเป็นคนคิดอย่าง พูดอย่าง ทำอีกอย่าง เหมือนปากบอกให้วิ่ง แต่มัดขาไว้ จะวิ่งยังไง ส่วนการเปรียบเปรยถึงรถดูดส้วม ถ้านายสมคิดหมายถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ท่านไม่ได้บอกว่ารถดูดส้วม แต่บอกว่ากลัวจะเป็นรถสีเหลืองๆ นายสมคิดไม่ต้องห่วงคุณหญิงสุดารัตน์ มีประสบการณ์การเมือง รู้ว่าสิ่งใดควรพูดไม่ควรพูด และไม่ได้พูดพาดพิงใคร เพียงแต่พูดในหลักการว่าพรรคการเมืองที่จะเป็นสถาบันการเมือง ควรสร้างและพัฒนาบุคลากรการเมืองของตัวเอง อย่าไปตกปลาในบ่อเพื่อน ส่วนใครต้องพัฒนามากกว่าใครหรือไม่ เมื่อถึงเวลาประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ” นายอนุสรณ์กล่าว
เรียนรู้ ปชต.แต่รับใช้เผด็จการ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผู้หลักผู้ใหญ่อย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เคยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างงดงาม วันนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ หรือเพราะอำนาจที่ถูกหยิบยื่นให้ไม่กี่ปีมานี้ของระบอบเผด็จการ จึงยอมรับใช้ระบบนี้ จนกล้าเข้ามารับตำแหน่ง และทำตัวเป็นสะพานทอดอำนาจให้เผด็จการใช่หรือไม่ นายสมคิดเคยทำงานเป็นลูกน้องนายทักษิณ ชินวัตร มานานหลายปี ร่ำเรียนวิชาความรู้การบริหารประเทศ ได้แนวคิดของนายทักษิณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย แต่วันนี้กลับใช้วิชาที่ได้เรียนรู้นั้นไปรับใช้รัฐบาลที่ยึดอำนาจมาจากประชาชน นายสมคิดน่าจะซึมซับรับแนวคิดเรื่องคิดใหม่ทำใหม่ไปบ้าง แต่กลับทำงานรับใช้เผด็จการแบบไม่ลืมหูลืมตา “วันนี้หลายคนมาบ่นว่าไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเคารพนับถือเรียกว่าอาจารย์ เคยร่วมทำนโยบายเพื่อประชาชน จะถูกมนต์ดำของเผด็จการครอบงำจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น นายสมคิดน่าจะกลับไปพัฒนาตัวเองก่อน เพราะอาจถูกมนต์กฤษณะกาลีที่สวดโดยประชาชนทั้งประเทศย้อนกลับคืนได้”
“เอม-อุ๊งอิ๊ง” โพสต์รูปคู่ “พ่อ-อา”
วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนสุดท้องของนายทักษิณ ได้โพสต์ลงอินสตาแกรม ingshin เป็นภาพถ่ายร่วมกับนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ “เอม” พี่สาว และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ พี่เขย พร้อมข้อความระบุว่า “คิดถึงๆๆๆ ได้เจอกันเสียที” ขณะที่ น.ส.พินทองทาได้โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับนายทักษิณผู้เป็นพ่อผ่านอินสตาแกรม aimpintongta เช่นเดียวกัน โดยมีนายณัฐพงศ์ สามีร่วมด้วย ขณะที่ผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็บอกว่าคิดถึงอดีตนายกฯ
“เฉลิม” นำทีมร่วมดินเนอร์หรู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่อดีต ส.ส. และแกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดาแฟนคลับไปรอพบเป็นจำนวนมากกว่าร้อยคน จนจัดคิวผู้เข้าพบกับอดีต นายกฯเป็นชุดๆ แยกเป็นรายจังหวัด โดยอดีต ส.ส.ที่คาดว่าจะถูกวางตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า บางจังหวัดได้นำนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เข้าไปเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับอดีตนายกฯทั้ง 2 คนด้วย และช่วงค่ำวันเดียวกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นำทีมอดีต ส.ส.ของพรรคชุดใหญ่เข้าพบ และทานอาหารเย็นร่วมกัน โดยมีอดีต ส.ส.และสมาชิกพรรคที่ไม่ได้เดินทางไป ฝากความคิดถึงอดีตนายกฯทั้งสองคนด้วย ขณะที่นายทักษิณได้กล่าวผ่านผู้ที่ไปพบ ฝากความคิดถึงและเป็นห่วงพี่น้องคนไทยที่ยังคงลำบาก โดยมีกำหนดกลับดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วันที่ 8 พ.ค.
“องอาจ” เหน็บให้ไปกระซิบ คสช.
ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทุกพรรคโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทำนโยบายที่ดีมีประโยชน์นำเสนอต่อประชาชน นำไปพัฒนาประเทศได้แน่ แต่ยังติดล็อกคำสั่ง คสช. จึงไม่สามารถพูดนโยบายสาธารณะออกไปโดยที่ยังไม่ผ่านมติของพรรคได้ ถ้านายสมคิดอยากให้พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายดีๆ ก็ควรไปกระซิบบอก คสช. ว่าเปิดให้พรรคการเมืองเขาได้ทำงานตามระบอบประชาธิปไตยเสียที คสช.ควรพิจารณาด้วยว่าไม่ควรปลดล็อกแบบกระชั้นชิด ควรเหลือเวลาให้พรรคการเมืองได้เตรียมการคิดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การคิดนโยบายของพรรคการเมืองไม่ใช่แค่นั่งคิดโดยคนไม่กี่คน ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านขั้นตอนที่เราจะได้นโยบายที่ดี ถูกต้องเหมาะสมอย่างแท้จริง
ยินดีร่วมหลักสูตร ป.ย.ป.
นายองอาจยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เชิญชวนให้พรรคการเมืองเข้าร่วมหลักสูตรอบรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า รัฐบาลควรส่งหนังสือเชิญมาที่พรรค จะได้ดูรายละเอียดเนื้อหาหลักสูตรก่อน และพิจารณาว่าจะส่งใครไปเข้าร่วม ต้องดูว่าอบรมแล้วจะเป็นประโยชน์หรือไม่ พรรคยินดีให้ความร่วมมือ แต่เรายังไม่เห็นหลักสูตร ป.ย.ป. ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อบรมแล้วได้อะไร และที่นายกฯบอกว่าหลักสูตรนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนมีการเลือกตั้ง ไม่อยากมองในแง่ร้ายตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องการดูด ส.ส.มาเกี่ยวข้อง ส่วนการเปิดให้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค แกนนำสำคัญของพรรคทั้งหมด มายืนยันตนเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่สมาชิกพรรคลดน้อยลงจากเดิม 2.5 ล้านคน เพราะติดเงื่อนไขการเสียค่าสมาชิกพรรค
ย้อนแสบคน ครม.คือตัวปัญหา
นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่นายสมคิดอยากให้พรรค การเมืองไปคิดทำนโยบายดีๆให้ประชาชนนั้น เป็นความคิดที่ดีและถูกต้อง แต่อยากให้เอาความคิดนี้ไปเสนอต่อ ครม.ดีกว่า เพราะคนที่พูดมากจนสร้างปัญหาทุกวันนี้ มาจากคนใน ครม. ทั้งนั้น โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เช่น เคยพูดว่าอยากทำการเมืองให้มีคุณภาพ เอาคนเก่งคนรุ่นใหม่เข้ามา แต่พฤติกรรมนายกฯที่เอาแต่ด่าว่าคนอื่น หรือล่าสุดที่ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องดูด ส.ส.ว่าไม่มี เขามากันเอง ขอให้ไปถามประชาชนดูว่าเชื่อตามที่นายกฯพูดหรือไม่ เพราะหลังการยึดอำนาจ มีบางคนสั่งให้ค้นบ้านหาอาวุธสิ่งผิดกฎหมาย หรือคนบางคนถูกใช้มาตรา 44 สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่น่าประหลาดที่วันนี้ คนที่สั่งกลับไปเอาคนเหล่านั้นมาร่วมงานด้วย อย่างนี้หรือการเมืองยุคใหม่ยุคปฏิรูป ชาวบ้านเขาพูดกันว่าผู้หญิงที่มีจริตชาวบ้านพอรับได้ แต่ผู้ชายที่มากจริตเขารับไม่ได้
ชี้ “บิ๊กตู่” เสพติดอำนาจไปแล้ว
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ พล.อ.ประยุทธ์ จะให้เปลี่ยนชื่อฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายค้านและสนับสนุนนั้น เป็นอาการหนึ่งของคนที่เสพอำนาจนาน จนคิดว่ามีอำนาจสูงสุด จะพูดจะทำอะไรก็ได้ที่ผิดแผกแตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เพราะไม่เข้าใจในระบบพรรคการเมือง ท่านสามารถทำได้ถ้าใช้มาตรา 44 แต่คงไม่เหมาะสม ถ้านโยบายรัฐบาลดีจริง ไม่ทุจริตคอร์รัปชันก็ไม่ต้องให้ฝ่ายค้านไปสนับสนุน เพราะประชาชนเห็นได้และสนับสนุนเอง ที่น่าวิตกคือรัฐบาลใช้งบประมาณแผ่นดินรวม 4 ปีเป็นเงินมหาศาลนับล้านล้านบาท ในโครงการต่างๆโดยไม่มีการตรวจสอบ ใช้มาตรา 44 ช่วยแก้ไขปัญหาให้เจ้าสัวนายทุนได้ แต่ทำไมไม่ใช้มาตรา 44 ช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรคนยากจนบ้าง ไหนบอกว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไหนบอกว่าตัวท่านเป็นสะพาน ถามว่าเป็นสะพานของใครกันแน่
“เด็กเนวิน” โต้ไม่ได้ดูดกันง่ายๆ
สำหรับการจับตามองการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ วันที่ 7-8 พ.ค. จะเป็นการดูดพรรคภูมิใจไทยให้มาร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกสมัยนั้น นายสนอง เทพอักษรณรงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรค ภูมิใจไทย กล่าวว่า การมาประชุม ครม.สัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ จ.บุรีรัมย์ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครเป็นนายกฯก็มาบุรีรัมย์ทั้งนั้น ทั้งนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือแม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะเจ้าของบ้านเมื่อผู้บริหารสูงสุดเดินทางมา ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้านที่จะต้อนรับ ทั้งนายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่มีคำสั่งพิเศษอะไรทั้งสิ้น นายกฯมาดูความคืบหน้าหลังจากที่ได้จัดสรรงบประมาณ 100 ล้านบาท ให้จัดการแข่งขันจักรยานยนต์แชมป์โลกสนามที่ 15 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นธรรมดาที่ท่านต้องมาติดตามดูงาน ไม่อยากให้สร้าง กระแสดูด เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น พรรคเรามีศักดิ์ศรีและเกิดขึ้นมาก่อนพรรคที่จะตั้งขึ้นอีก
“เสี่ยหนู-เนวิน”เช็กครั้งสุดท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมภาพที่กำลังเดินตรวจความพร้อมสนามช้าง อารีน่า พร้อมกับนายเนวิน ชิดชอบ และทีมงาน โดยระบุว่าตรวจความเรียบร้อยครั้งสุดท้ายก่อนการมาเยือนบุรีรัมย์ของ ครม. สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ที่นายกฯและประชาชนชาวบุรีรัมย์จะได้พบปะกันอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 7 พ.ค. ตอนบ่ายๆ
ปิดฉากตำนาน “กลุ่มวาดะห์”
ขณะที่นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มวาดะห์และแกนนำผู้ขอจดจัดตั้งพรรคประชาชาติ กล่าวว่า อดีต ส.ส.กลุ่มวาดะห์ทั้งหมดไม่ได้ไปแสดงตนกับพรรคเพื่อไทย ถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิกแล้ว กลุ่มวาดะห์ทั้งหมดจะมาอยู่พรรคประชาชาติ ทั้งตน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแกนนำ อาทิ นายมุข สุไลมาน นายนัจมุดดีน อูมา นายเด่น โต๊ะมีนา และ น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา บุตรสาว หลังจากนี้กลุ่มวาดะห์จะเป็นแค่ตำนาน เพราะเปลี่ยนมาขับเคลื่อนในนามพรรคประชาชาติแล้ว และไม่ใช่กลุ่มวาดะห์เท่านั้นยังมีมาจากพรรคอื่นด้วย ส่วนกระบวนการหลังจากนี้จะยื่น กกต.เพื่อยืนยันสมาชิกพรรคที่ตอนนี้มี 700 คน ในเดือน พ.ค. หลังจากนั้นเมื่อ คสช.อนุมัติให้จัดประชุมได้ จะจัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค คาดว่าจะเป็นหลังเดือนรอมฎอน คือหลังวันที่ 15 มิ.ย.ไปแล้ว
ชพน. ชี้ว่าที่ 5 กกต.โปรไฟล์ดี
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ว่าที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาฯ จำนวน 5 คน เพื่อเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับรองนั้น ดูจากประวัติ วุฒิการศึกษา ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทำงานแล้ว เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ สามารถดำรงตำแหน่งเป็น กกต.ได้ หากผ่านกระบวนการครบถ้วนและได้เป็น กกต. แล้ว ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรมและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง การสรรหา กกต.ที่เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย ถือเป็นสัญญาณดีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง
คุมเข้มม็อบอยากเลือกตั้ง
อีกเรื่อง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง วันที่ 5 พ.ค. ว่า เชื่อว่าไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม ที่ผ่านมามีการพูดคุยทำความเข้าใจกันมาตลอด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ถือเป็นสิทธิ แต่ต้องไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นบ้านเมืองสงบ ก้าวไปสู่การเลือกตั้งตามเวลาที่กำหนดไว้ ทุกฝ่ายจึงควรตระหนักในเรื่องนี้
พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการดูแลความเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่า ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยปกติดี ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ดูแลได้ เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) และตำรวจจะไปช่วยดูแลเรื่องการจราจร ดูแลอำนวยความสะดวก และแสงสว่างด้วย ส่วนที่มีข่าวว่าอาจมีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์นั้น ยังไม่มีรายงานเรื่องดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ประมาท
เปิดเวทีซักฟอกรัฐบาล คสช.
กระทั่งเวลา 16.00 น. ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งนัดหมายชุมนุม “หยุดระบอบ คสช.หยุดยื้อเลือกตั้ง” โดยมีแนวร่วมคนเสื้อแดงทั้งจาก กทม. และจังหวัดต่างๆกว่า 300 คน เดินทางเข้าร่วม ถือเป็นการชุมนุมครั้งที่ 9 ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมมวลชนออกมาทวงสิทธิเลือกตั้งจากรัฐบาล คสช. สำหรับไฮไลต์การชุมนุมครั้งนี้ คือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คสช. โดยภาคประชาชน กลุ่มผู้ชุมนุมติดตั้งเวทีปราศรัยบริเวณสวนหย่อมลานปรีดี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ พร้อมตั้งโพเดียมเพื่อจำลองบนเวทีให้คล้ายกับรัฐสภา นำหุ่นที่มีหน้าตาคล้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาตั้งไว้เตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้ยังมีการเปิดตลาดนัด “ช็อปช่วยทาส” ที่มีร้านจำหน่ายอาหารและข้าวของต่างๆ 35 ร้าน ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจนอกเครื่องแบบ กระจายกำลังแฝงตัวจับตาผู้เข้าร่วมชุมนุม พร้อมบันทึกการปราศรัยของผู้ชุมนุมอย่างละเอียด
นัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง 22 พ.ค.
ต่อมานายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโทสาขานิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือดีอาร์จี นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา น.ส.ณัฏฐา มหัทนา แกนนำกลุ่มพลังมด น.ส.อ้อมทิพย์ ผลผลานันท์ นศ.นิเทศศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกันแถลงจุดยืนการชุมนุม นายรังสิมันต์กล่าวว่า มีข้อเรียกร้องต่อ คสช. คือ 1.ต้องจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย.2561 2. คสช.ต้องลาออก ยุติบทบาท และเปลี่ยนสถานะรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลรักษาการ เพื่อจัดการเลือกตั้งที่ปราศจากการแทรกแซงของ คสช. 3.กองทัพต้องยุติการสนับสนุนรัฐบาล คสช.ในทุกด้าน เพื่อไม่ให้ คสช.มีขุมกำลังในการสืบทอดอำนาจเผด็จการ หากข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองภายในวันที่ 22 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะนัดหมายรวมตัวกันที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อเดินขบวนไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล
ครบรอบ 4 ปีปฏิวัติยึดอำนาจ
นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า จุดประสงค์การเคลื่อนขบวนไปทำเนียบ คือให้รัฐบาล คสช.รู้ว่าเวลา 4 ปีที่ผ่านมานั้นพอได้แล้ว ที่เลือกวันที่ 22 พ.ค.เพราะเป็นวันครบรอบ 4 ปีการทำรัฐประหารยึดอำนาจ ตลอดการชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่ม ทำให้รัฐบาลต้องกำหนดวันเลือกตั้งเป็นเดือน ก.พ.2562 และยังสะท้อนให้รัฐบาลเห็นว่ายังมีคนมาชุมนุมตลอด แสดงให้เห็นว่าการกดดันของประชาชนนั้นเป็นผลและทำให้ คสช.หวาดกลัว ที่เราต้องมาชุมนุมวันนี้ เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งกันอย่างไรก็จะได้ พล.อ.ประยุทธ์คนหน้าเดิมมาเป็นนายกฯ เราจึงต้องออกมาแสดงพลังให้ คสช.เห็นว่าพวกเขาปกครองได้ แต่ประชาชนไม่เคยจดจำ สำหรับพรรคการเมืองที่มีอยู่ตอนนี้ ไม่ได้อ่อนแอ ทุกพรรคและพวกเราพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้ว แต่คนที่ไม่พร้อมมีเพียง คสช.กลุ่มเดียว
จัดกำลังเฝ้าระวังมือที่สาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าวแกนนํากลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้เปิดสัญลักษณ์การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 22 พ.ค. ด้วยการปล่อยลูกโป่งสีขาวสกรีนรูปการ์ตูนหน้าคล้าย พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีจมูกยาว พร้อมข้อความระบุว่า “หยุดระบอบ คสช. หยุดยื้อการเลือกตั้ง” ผูกติดกับป้ายไวนิลที่มีข้อความว่า “22 พ.ค. @ทำเนียบ” ก่อนปล่อยขึ้นฟ้าท่ามกลางเสียงเฮของกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมตะโกนคำว่า “คสช.ออกไป”
พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผกก.สน.ชนะสงคราม กล่าวว่า ได้จัดกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบ 75 นาย ดูแลพื้นที่ และผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และมีตำรวจในเครื่องแบบจำนวน 70 นาย ดูแลพื้นที่รอบนอก รวมถึงยังมีกำลังสนับสนุนในที่ตั้งอีกรวมกว่า 600 นาย เผื่อไว้กรณีฉุกเฉิน โดยจะเน้นการดูแลความปลอดภัย ตรวจอาวุธ และเฝ้าระวังมือที่ 3 ที่อาจมาก่อความวุ่นวาย จากการข่าวเบื้องต้นยังไม่มีรายงานเหตุความวุ่นวาย และยังไม่มีการใช้แผนกรกฎเข้าดูแลความสงบเรียบร้อย
แกนนำเครียดปล่อยหลุดบนเวที
จากนั้นแกนนำและแนวร่วมคนอยากเลือกตั้ง เริ่มสลับขึ้นเวทีอภิปรายรัฐบาล คสช. เรียกร้องให้ลาออก และหยุดละเมิดสิทธิ์ประชาชน กระทั่งเวลา 18.05 น. เวทีปราศรัยได้เกิดความปั่นป่วนขึ้น ระหว่างที่ น.ส.ณัฎฐา มหัทนา หรือโบว์ นำมวลชนกลุ่มพลังมดส่วนหนึ่ง ขึ้นเวทีอภิปรายแต่ปรากฏว่ามีหญิงคนหนึ่งที่ปะปนในกลุ่ม ได้ขอจับไมค์ปราศรัยแต่แทนที่จะพูดเรื่องการเมือง กลับพูดถึงเรื่องเบื้องสูง ส่งผลให้ น.ส.ณัฎฐารีบขอให้หยุด และเชิญลงจากเวทีท่ามกลางความงุนงงของกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ น.ส.ณัฎฐาได้กล่าวขอโทษมวลชนยืนยันว่าไม่รู้จักหญิงรายนี้ ถือเป็นความผิดพลาดที่ปล่อยให้ขึ้นมาพูดบนเวที ขอรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเอง และเดินลงจากเวทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวหญิงรายดังกล่าวไป สน.ชนะสงคราม ทราบชื่อตามบัตรประชาชน คือ น.ส.ศศิณัฐฐ ชินธนวณิชย์ อายุ 50 ปี เป็นชาว จ.พิษณุโลก แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหา ขณะที่แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งหารือกันอย่างเคร่งเครียด
โอนงานจราจรให้ กทม.–ท้องถิ่น
อีกเรื่อง นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ กล่าวว่า การประชุมเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ได้พิจารณาการถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่งานตำรวจแท้ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม เน้นที่งานจราจร มีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ดูแลงานจราจร และงานตำรวจทางหลวง รวมทั้งผู้แทนจาก กทม. มาให้ข้อมูลที่ประชุมเห็นควรให้ถ่ายโอนงานจราจรจากตำรวจมายัง กทม. อย่างมีขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรกให้ กทม. เป็นผู้ช่วย เรียนรู้ และฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญ ในขั้นตอนแรกให้ถ่ายโอนดังนี้ 1.งานอำนวยความสะดวกในการจราจร 2.งานกวดขันวินัยจราจร 3.บังคับใช้กฎหมายจราจร และที่ประชุมยังเห็นว่างานจราจรและงานอื่นบางประเภทที่เป็นงานท้องถิ่นโดยตรงแต่ตำรวจทำอยู่ ยังไม่สามารถถ่ายโอนได้ทั้งหมด หรือแม้แต่บางส่วนทันที ท้องถิ่นมีส่วนแบ่งรายได้จากการกระทำผิดกฎหมาย และสมควรจัดสรรเงินบางส่วนมาสนับสนุนการแก้ปัญหา รวมทั้งอาจตั้งงบประมาณท้องถิ่นมาสมทบเพิ่มเติม โดยการสนับสนุนต้องตรงไปที่สถานีตำรวจในเขตท้องถิ่นนั้น เน้นไปที่ประโยชน์ส่วนรวมในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“บิ๊กนมชง” ฟุ้งผลงานขายข้าว
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว (นบข.) กล่าวว่า ได้รับรายงานรัฐบาลสามารถขายข้าวขาว 25 เปอร์เซ็นต์ให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ 120,000 ตัน ในราคาตันละ 517 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 16,390 บาทต่อตัน ถือว่าเป็นข่าวดีและประสบความสำเร็จที่ขายข้าวได้ราคาสูง ทำให้ราคาข้าวที่ชาวนาขายดีดตัวตามไปด้วย รัฐบาลดีใจกับชาวนาด้วย
ต้นฉบับ