
ปชป.บี้คลายล็อก
ปชป.-พท.ประสานเสียงถล่ม “ประยุทธ์” ต้นตอป่วนโรดแม็ปพูดเลื่อนกาบัตรจนสับสน “องอาจ” สวดแม่น้ำ 5 สาย เล่นแร่แปรธาตุวุ่น บี้ คสช.รีบคลายล็อกรับสมาชิกใหม่ “อภิสิทธิ์” ห่วง ม.44 แทรกแซงทั้งกระบวนการและหน่วยงานจัดการเลือกตั้ง ขอคำตอบเคลียร์ๆอะไรทำได้หรือไม่ได้ “ชวลิต” ซัดครอบงำองค์กรอิสระฉุดความเชื่อมั่นติดลบ วงเสวนาถล่มยับอำนาจพิเศษ “พิชาย” ฉะผู้นำใช้ศาสตราธิปไตยโดยขาดความยั้งคิด “วีระ” โวยหยุดได้แล้วดาบอาญาสิทธิ์ “สมชัย” เฉลยคำทำนายที่ 7 ตีความสวนทาง คสช. ยันต้องจัดหย่อนบัตรใน 90 วันหลังประกาศใช้ ก.ม.ลูก ไม่ใช่ 150 วัน คาดมีคนจ่อร้องเลือกตั้งเป็นโมฆะ เชียร์วงถกเคาะวันเลือกตั้งลงสัตยาบันรับผิดชอบร่วม “ไก่อู” ระบุนายกฯห่วงกลุ่มก่อหวอด ขุดอดีตตามหลอนคนไทย กลุ่มวาดะห์ตั้งพรรค “ประชาชาติ” ยึดหัวหาด 3 จังหวัดชายแดนใต้
การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ขยายไปถึงการแทรกแซงองค์กรอิสระและกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายการเมืองระบุว่าเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จพร่ำเพรื่อ สร้างปัญหากระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
“มาร์ค” ห่วง ม.44 แทรกกลไกเลือกตั้ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.61 ว่า เป็นเรื่องของผู้ที่ต้องการความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง โดยปฏิเสธการดำรงอยู่ของอำนาจพิเศษ คสช.ต้องรับฟังเพื่อประเมินความ ต้องการของสังคม และทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะลดการใช้อำนาจพิเศษที่จะเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับกระบวนการทางการเมือง คสช.ดำรงอยู่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเข้าใจว่าที่ดำรงอยู่ขณะนี้คือภารกิจพิเศษ จึงควรต้องจำกัดภารกิจและเมื่อใดที่หมดความจำเป็นไป ต้องดำเนินการตามที่เหมาะสม เป็นห่วงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งและองค์กรอิสระที่จัดการเลือกตั้งจะกระทบความเชื่อมั่นของประชาชน และเกิดคำถามว่าถ้ามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 ถึงเวลานั้นมีการปรับปรุงแก้ไขกลไกตามมาตรา 44 แล้วหรือไม่
ขอคำตอบชัดอะไรทำได้–ไม่ได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญพรรคการเมืองเดิมประชุมวันที่ 28 มี.ค.ว่า ทุกพรรคการเมืองต้องการทราบความชัดเจนว่าเรื่องใดที่ทำได้ทำไม่ได้ หากดำเนินการมาแล้ว กกต.จะให้การรับรองหรือไม่ ถือเป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงการยืนยันสมาชิกพรรค ใช้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนจาก คสช.และ กกต. แม้จะสอบถามไปแต่ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา รวมถึงเรื่องการแสดงหลักฐาน เช่น หากพรรคส่งหนังสือทางไปรษณีย์เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิก โดยสอดซองเปล่าติดแสตมป์เพื่อให้สมาชิกพรรคส่งกลับมา จะถือว่าเป็นการจูงใจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก กกต. ยังรวมถึงการที่ต้องมีสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ที่ต้องลงลายมือชื่อรับรอง แปลกใจว่ารัฐบาลต้องการใช้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 แต่เหตุใดยังใช้วิธีเช่นนี้อยู่
บี้ คสช.คลายล็อกรับสมาชิกใหม่
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงว่า พรรคขอเชิญชวนสมาชิกพรรคยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. แต่ผู้ต้องการสมัครสมาชิกใหม่ยังทำไม่ได้ ต้องรอให้ คสช.ปลดล็อกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมเสียก่อน ถ้ากังวลปัญหาด้านความมั่นคง อาจคลายล็อกให้พรรคการเมืองรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ รับเงินบริจาคได้ และให้จัดประชุมเตรียมการตามที่กฎหมายพรรคการเมืองบัญญัติไว้ จะได้เตรียมการเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งได้อย่างสมบูรณ์
อัดเล่นแร่แปรธาตุโรดแม็ป
นายองอาจกล่าวอีกว่า ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ กกต.ว่า การใช้ ม. 44 แม้เป็นสิทธิของหัวหน้า คสช.แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ โดยเฉพาะกับบุคคลในองค์กรอิสระ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ กกต.ในอนาคต อาจทำหน้าที่ตอบสนองคสช. เพื่อป้องกันตนเอง มากกว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตและเที่ยงธรรม เหตุผลหนึ่งที่นายกฯปลดนายสมชัย เพื่อแก้ปัญหาความสับสนและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้งนั้น นายกฯต้องยอมรับความจริงว่า ความสับสนเกี่ยวกับการเลือกตั้งส่วนหนึ่งมาจากตัวท่านเอง ที่ประกาศช่วงเวลาเลือกตั้งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขณะเดียวกันแม่น้ำ 5 สายที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้งมากับมือ เล่นแร่แปรธาตุจนทำให้การเลือกตั้งมีความไม่แน่นอน ในฐานะหัวหน้า คสช.ต้องจริงใจต่อการกำหนดช่วงเวลาเลือกตั้งให้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินการจนก่อให้เกิดความไม่แน่นอนสับสน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ตามที่ทุกฝ่ายพึงประสงค์ต่อไป
พท.สับใครกันแน่ป่วนจนสับสน
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดนายสมชัยพ้นจาก กกต.ว่า กกต.เป็นเพียงชุดรักษาการ ต้องยุติหน้าที่ในเร็วๆนี้อยู่แล้ว อีกไม่นานจะได้ว่าที่ กกต.ชุดใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปรีบปลดนายสมชัยจนถูกมองว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพร่ำเพรื่อเกินไปหรือไม่ ปมที่ว่านายสมชัยทำให้เกิดความสับสนต่อโรดแม็ปเลือกตั้ง ประชาชนสงสัยว่าระหว่างนายสมชัยกับรัฐบาล คสช.ใครพูดแล้วโรดแม็ปเลือกตั้งสับสนมากกว่ากัน ระหว่างนายสมชัยกับทีมกฎหมายรัฐบาล คสช.ถูกตั้งคำถามว่า ใครวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานกฎหมายหรืออยู่บนอารมณ์ความรู้สึก รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจมาตรา 44 เป็นอำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร แต่กลับไปปลดกรรมการในองค์กรอิสระได้ จะมีคำถามตามมาว่าองค์กรอิสระตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันที่ล่าช้า ต้องสั่งปลดด้วยหรือไม่ หรือลดราวาศอกให้บางเรื่อง ดุดันแข็งกร้าวบางเรื่อง
ซัดบงการองค์กรอิสระฉุดเชื่อมั่น
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า การให้ข่าวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมากขณะนี้ จะส่งผลให้นักลงทุนหนีหมดนั้น ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นถดถอยมีหลายปัจจัย เช่น การทุจริต การเลื่อนโรดแม็ป เศรษฐกิจฐานรากย่ำแย่ การเมืองการปกครองไม่ปกติ ล่าสุดใช้มาตรา 44 ให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าการบริหารจัดการเลือกตั้งจะได้รับความเชื่อถือจากประชาชนและชาวโลกได้อย่างไร เมื่อรัฐบาลและ คสช.แทรกแซงองค์กรอิสระได้ และจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าองค์กรอิสระอื่น เช่น ป.ป.ช.จะไม่ถูกรัฐบาล หรือ คสช.แทรกแซง ยังไม่เห็นว่าจะหาทางออกจากความไม่ปกติดังกล่าวได้อย่างไร นอกจากเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าโดยฝนไม่ได้ตั้งเค้า ทำให้ คสช.และรัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน ลำพังถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปเช่นนี้ประชาชนจะลำบากจนทุกข์เข็ญ และประเทศชาติจะขาดความเชื่อมั่นไปเรื่อยๆจนติดลบ
จี้ “สมคิด” บอกความจริงนายกฯ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุไม่อยากให้วิจารณ์เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เพราะห่วงนักลงทุนจะหนีว่า แม้ตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่น้อยกว่าช่วงก่อนการรัฐประหาร ตัวเลขความสะดวกการทำธุรกิจก็น้อยลงกว่าช่วงก่อนรัฐประหาร อีกทั้งอันดับความโปร่งใสอยู่ที่ 96 ลดลงมาจากเดิมที่อยู่อันดับ 76 เหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้การลงทุนน้อยลง อยากให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ อธิบายให้ พล.อ.ประยุทธ์ทราบข้อเท็จจริงตรงนี้ และถ้าห้ามวิจารณ์เรื่องทุจริตอีก จะยิ่งทำให้ทุจริตมีมากยิ่งขึ้น จะทำให้ดัชนีความโปร่งใสของไทยแย่ลงไปอีก นักลงทุนจะไม่กล้าลงทุน นายสมคิดควรอธิบายเหตุผลเหล่านี้ให้นายกฯทราบ อย่าทำให้นายกฯเป็นตัวตลกเหมือนกับที่บอกว่าโพลความนิยมตกแปลว่ารัฐบาลทำงานดี เพราะไม่มีที่ไหนในโลกคิดกันแบบนี้ อีกทั้งงบประมาณกลางปีที่ขอเพิ่มขึ้น 1.5 แสนล้าน ที่ดูเหมือนออกมาเพื่อช่วยหาเสียงให้ พล.อ.ประยุทธ์และพรรคที่จะเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์นั้น นายสมคิดจะสร้างความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการทุจริตเหมือนโครงการอื่นๆ
วงเสวนาถล่ม ม.44 เพื่อใคร
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มี.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 จัดเสวนาสาธารณะเรื่อง “มาตรา 44 เพื่อชาติหรือเพื่อใคร” โดยมีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.)
“พิชาย” ฉะศาสตราธิปไตยไม่ยั้งคิด
โดยนายพิชายกล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ของ คสช. มี 2 ครั้งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือการขยายบท เฉพาะกาลใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และการปลดนายสมชัยออกจาก กกต. ที่นายกฯ บอกมีคนขอมาฟังดูแปลกๆ ทำให้สงสัยว่าการใช้มาตรา 44 ด้วยเหตุผลอะไรกันแน่ คิดว่าครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจและอารมณ์นำเหตุผลที่แท้จริง ผู้มีอำนาจต้องการเสียงแห่งความเงียบ เสียงแห่งความเชื่อฟัง กลบความเห็นที่ไม่เห็นด้วย สะท้อนการแสดงอำนาจที่ขาดความยั้งคิด เป็นอำนาจของระบอบศาสตราธิปไตย เป็นระบอบที่อำนาจมาจากกำลังอาวุธ มาตรา 44 เป็นผลพวงการสถาปนาของผู้กุมอาวุธเอง จากกรณีนี้อาจทำให้องค์กรอื่นทำงานภายใต้ความกดดัน ไม่กล้าตัดสินใจประเด็นที่กระทบผู้มีอำนาจ ถ้ายังหวาดระแวงเช่นนี้อยู่ จะกลายเป็นความล่มสลายของการตรวจสอบ ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา จะมีผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย อำนาจตามมาตรา 44 ไม่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ถ้าจะนำพาประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ต้องลดการใช้อำนาจมาตรา 44 โดยใช้กลไกปกติ
“วีระ” หยันอยากอยู่ต่อไปลงสนาม
นายวีระกล่าวว่า หลังมีรัฐธรรมนูญปี 60 ออกมาการใช้อำนาจมาตรา 44 ควรหยุดได้แล้ว การใช้อำนาจดังกล่าวโยกย้ายข้าราชการ อาจพออ้างได้ว่าใช้อำนาจฝ่ายบริหาร แต่กรณีนายสมชัยไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ใต้อำนาจฝ่ายบริหาร กกต.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีสิทธิจะพูดจะคิดตามกรอบระเบียบของ กกต. เหตุผลที่บอกว่านายสมชัยแสดงความคิดเห็นทำให้ประชาชนสับสนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อยากรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสิน ถ้าให้ตนตัดสินสิ่งที่นายสมชัยพูด ไม่ได้ทำให้สับสนทำให้เข้าใจด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดอะไรมากถ้าอยากจะสืบทอดอำนาจ อยากจะอยู่นาน อยากเอาเปรียบการเลือกตั้ง อยากกลับมาอีกครั้ง ไปลงเลือกตั้งไม่มีใครห้ามถือเป็นสิทธิ วันนี้รัฐบาลลงพื้นที่ถือหาเสียงล่วงหน้า แต่พรรคการเมืองอื่นจะคุยกันต้องขออนุญาต ถ้าไม่ออกมาพูดมาเตือนกันบ้างมันไม่ไหว
“สมชัย” เฉลยปมปัญหาเวลากาบัตร
ขณะที่นายสมชัยกล่าวว่าในภาวะที่บ้านเมืองมีสถานการณ์จำเป็นการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อความรวดเร็วในการบริหารงานเป็นเรื่องดี แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญ 60 แล้ว กลไกต่างๆเริ่มเข้าที่ถ้ายังใช้มาตรา 44 อีกถือว่าละโมบ ยังห่วงอำนาจอยู่ ส่วนที่บอกว่าตนพูดให้คนสับสนนั้น ยืนยันสิ่งที่พูดเป็นตามกฎหมาย ที่ผ่านมาคำทำนายเรื่องสำคัญไว้ 6 เรื่องเป็นจริง 5 เรื่อง อีก 1 เรื่อง ระหว่างอยู่พิสูจน์ คำทำนายที่ 7 ที่จะพูดคือประเด็นที่น่าเป็นห่วงในมาตรา 268 ในรัฐธรรมนูญที่เขียนว่าหลังกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับบังคับใช้ ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน เพราะตีความได้สองแบบคือ ต้องหย่อนบัตรภายใน 150 วัน แบบที่สองคือต้องหย่อนบัตรและประกาศผลการเลือกตั้งให้ได้ร้อยละ 95 ภายใน 150 วัน ถ้ายึดแบบนี้ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 90 วันหลังกฎหมายทั้ง 4 ประกาศใช้เพื่อเผื่อเวลาการรับรองผลการเลือกตั้งอีก 60 วัน
ยันต้องจัด ลต. 90 วัน หลังใช้ ก.ม.ลูก
นายสมชัย กล่าวว่า หากยังเป็น กกต.จะยืนยันให้จัดการเลือกตั้งใน 90 วันหลังกฎหมายลูก 4 ฉบับประกาศใช้ กกต.ถามทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตนเคยถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้คำตอบว่า 150 วันคือการหย่อนบัตร แต่ไม่ยอมให้นำคำพูดไปยืนยัน กกต.ทำหนังสือถาม กรธ. ได้คำตอบว่า กรธ.มีหน้าที่ร่างกฎหมาย ไม่มีหน้าที่ตีความ จนทำให้ประธาน กกต.ทำหนังสือไปถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้คำตอบว่า ทราบข่าว กกต.บางคนเตรียมยื่นตีความเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขอตอบ ศาลรัฐธรรมนูญเองเมื่อเห็นข่าวก็ออกมาบอกว่า เรื่องนี้ยังไม่เป็นปัญหายังไม่ขอตอบ จะถามใครก็ไม่มีใครตอบ ทำให้ กกต.ว้าเหว่เป็นอย่างยิ่ง
ชงลงสัตยาบันร่วมเคาะวันเลือกตั้ง
“ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่ คสช.จะเชิญ กรธ. กกต. สนช. คณะรัฐมนตรี และพรรค การเมืองหารือเกี่ยวกับความพร้อมการเลือกตั้ง อยากให้คุยให้ชัดเจน และร่วมกันลงสัตยาบันว่ามีความเห็นเช่นไร ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาภายหลัง เพราะถ้ามีผู้ไปยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญหลังการเลือกตั้ง แล้วศาลตีความว่าผิด การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต. ไม่ว่าจะ 4 คนหรือ 7 คน ต้องรับผิดชอบ ที่เสนอการลงสัตยาบันนั้นไม่ใช่ให้พ้นความผิด แต่ให้มีคนช่วยรับผิดชอบร่วมกัน ประเด็นนี้เคยพูดกับ กกต.ที่เหลือก่อนถูกปลดแล้วว่า ถ้าต้องลงมติกันผมจะยืนยันให้จัดการเลือกตั้งใน 90 วัน แต่ถ้า กกต.คนอื่นยืนยันจะจัดเลือกตั้งใน 150 วันผมขอลาออก ดังนั้นการที่ คสช.มีคำสั่งให้ยุติการทำหน้าที่ จึงเป็นพระคุณอย่างยิ่ง” นายสมชัยกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปกติที่นายสมชัย ไปพูดในงานต่างๆ จะใส่เสื้อสูทสากล แต่วันนี้นายสมชัยสวมชุดเสื้อเชิ้ตฮาวายลายดอกสีชมพูและหมวกสาน ระบุว่าวันนี้เป็นประชาชนเต็มขั้น ขอแต่งชุดพักร้อน เพราะหน้าร้อน ไม่ได้ใบ้อะไรทั้งสิ้นเมื่อไม่ได้ใส่สูท ไม่ได้เป็น กกต. แต่ถ้าพูดเป็นเหตุเป็นผล สังคมก็สะเทือนได้เหมือนกัน
“ไพบูลย์” มั่นใจได้เริ่มประชุม 7 เม.ย.
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวว่า หนังสือที่ส่งถึง คสช. เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ขอเปิดประชุมผู้ร่วมก่อตั้งพรรควันที่ 7 เม.ย. เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค คาดว่า คสช.จะอนุญาตให้เปิดประชุมแน่นอน สำหรับนโยบายหลักของพรรคยังคงเหมือนเดิมคือ 1.ปฏิรูปเพิ่มอำนาจประชาชน ให้มีสภาปฏิรูปตรวจสอบประจำจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อช่วยเหลือประชาชน 2.ปฏิรูปคณะสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย จัดการทรัพย์สินของวัดอย่างเปิดเผย โปร่งใส และ 3.ปฏิรูปพรรคการเมือง นักการเมือง เพื่อให้มี ส.ส.มาทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ และเลือกนายกฯ โดยระบบคุณธรรม ความสามารถ และยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ คนนอก ตามนโยบายเดิมตั้งแต่แรก
“สุริยะใส” แนะชูแผนปรองดอง
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง กระแสการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่ากระแสไม่ได้คึกคักเท่าที่ควร และยังไม่ถึงกับมีทางเลือกใหม่ๆ หรือ แนวคิดใหม่ทางการเมืองที่จะเป็นตัวเลือกของประชาชน เปรียบเทียบกับช่วงหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ประกาศใช้ กระแสปฏิรูปการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ ปี 2540 สูงมาก ดูคึกคักมีกลุ่มก้อนทางการเมืองหน้าใหม่ๆ เปิดตัวมากกว่านี้ อาจเพราะ คสช.ยังไม่ปลดล็อกและสถานการณ์การเมืองที่อาจยังไม่มีความแน่นอนของโรดแม็ปเลือกตั้งด้วย อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งยังไม่ตัดสินใจหรือเปิดตัวเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนบาง พรรคที่เปิดตัวไปแล้วอาจไม่ได้ใหม่ทางการเมืองเพราะคนเหล่านั้นอยู่ในกระแสการเมือง แสดงตัวตนและจุดยืนกันมาหมดแล้ว โจทย์ที่ทุกพรรคทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ควรคำนึงถึงคือจะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้านำไปสู่ความปรองดอง ไม่ใช่เอาสนามเลือกตั้งเป็นเวทีเผชิญหน้ายกใหม่
กลุ่มวาดะห์ตั้ง “พรรคประชาชาติ”
นายนัจมุดดีน อูมา อดีต ส.ส.นราธิวาส พรรคมาตุภูมิ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวอดีต ส.ส.กลุ่มวาดะห์จะตั้งพรรคใหม่เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าว่า มีการเดินสายพบผู้นำและประชาชนในพื้นที่แบบไม่เป็นทางการว่า การเมืองในอนาคตควรจะเป็นไป ทิศทางใด ส่วนใหญ่เห็นว่าให้ตั้งพรรคการเมืองของเราเอง เพราะกติกาใหม่เอื้อให้ตั้ง นอกจากนี้เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2560 ได้ให้สถาบันการศึกษาทำโพลถามประชาชนกว่า 1 พันตัวอย่างใน 11 เขตเลือกตั้งของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง ร้อยละ 70 เห็นสอดคล้องกับที่เราเคยไปถามจากประชาชนว่าควรจะมีพรรคของเราเอง ได้พูดคุยกับอดีต ส.ส.กลุ่มวาดะห์ว่าจะเอาอย่างไร รวมถึงอดีต ส.ส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคอื่นด้วยต่างเห็นด้วย เป็นที่มาของการไปจดแจ้งขอตั้งพรรคประชาชาติขึ้น จากนี้เป็นขั้นตอนรวบรวมผู้สนใจ 500 คนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอย่างเป็นทางการต่อไป ยืนยันว่าขอเป็น กลางทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งในปัจจุบัน เพราะคนที่จะดูแลพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น่าจะมีใครรู้ปัญหาได้ดีเท่ากับพวกเรา เห็นได้จากสมัยที่พวกเราอยู่พรรคความหวังใหม่ ขณะนั้นผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาได้เป็นจำนวนมาก หากในอนาคตเรามีโอกาสน่าจะช่วยเหลือบ้านเมืองได้ด้วยเช่นกัน
“บิ๊กตู่” ห่วงกลุ่มก่อหวอดวุ่นวาย
วันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ห่วงใยสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ แม้หลายอย่างกำลังเดินหน้าไปด้วยดีมากกว่าก่อนปี 2557 เช่น ความสงบเรียบร้อย ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน ฯลฯ แต่ยังคงมีบุคคลบางกลุ่มพยายามเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย และจะยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกหากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป โดยขั้นตอนและวันเลือกตั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมาย อยากย้ำให้ชัดเจนว่าภารกิจสำคัญที่ คสช.ต้องเข้ามา และมีรัฐบาลบริหารประเทศในช่วงนี้ คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หากยังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ แล้วอะไรคือหลักประกันว่าบรรยากาศของการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ขุดภาพเก่าตามหลอกหลอน
“สังคมเริ่มรู้สึกกังวลว่าภาพเก่าๆ เริ่มกลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง จึงอยากให้ทุกคนร่วมกันพิจารณาว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ เพื่อประคับประคองให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ ส่วนรัฐบาลและ คสช. จะ ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด จะไม่ยอมให้ประเทศชาติกลับไปสู่วงจรแบบเดิมอีกเด็ดขาด พร้อมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการด้วยความรอบคอบและรัดกุมภายใต้กรอบของกฎหมาย” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
กกต.สายศาลส่งชื่อเดิมได้
นายวิษณุ เครืองาม รองนายรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะส่งนายฉัตรไชย จันทร์-พรายศรี และนายปกรณ์ มหรรณพ ที่เคยถูก สนช.ลงมติไม่เห็นชอบดำรงตำแหน่งกรรมการ กกต. ให้ สนช.พิจารณาอีกครั้งได้หรือไม่ว่า ดูจากถ้อยคำในกฎหมายเขียนห้ามเฉพาะคนที่มาจากการสรรหา ชื่อเข้ามา 2 พวก คือ พวกที่สรรหา และพวกที่ส่งเข้ามา ฉะนั้นเมื่อกฎหมายใช้คำว่าสรรหาเข้าใจว่าหมายถึงกลุ่มนี้ไม่ใช่อีกกลุ่มหนึ่ง กฎหมายเขียนอย่างนั้นเขาก็ใคร่ครวญแล้ว ตอนเขียนกฎหมายจึงใช้คำให้ต่างกัน
ชาวบ้านเซ็งการเมืองไทยยังขัดแย้ง
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็น “การเมืองไทยร้อนๆ ณ วันนี้” จาก 1,236 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20-24 มี.ค. กรณีการยื่นขอจดจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่กว่า 60 พรรค ร้อยละ 41.59 อยากได้พรรคที่ดีมีคุณภาพ ร้อยละ 39.27 ระบุมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ร้อยละ 37.72 ชี้มีมากอาจสับสน จำไม่ได้ ส่วนกรณีสนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายลูก ส.ว.ร้อยละ 40 ระบุอยากให้พิจารณาตรงไปตรงมา ไม่ขัดกฎหมาย ร้อยละ 35.36 ระบุเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้คนบางกลุ่มไม่พึงพอใจ ร้อยละ 28.10 ระบุอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง ยื้อเวลา กรณี คสช.ใช้ ม.44 ให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากตำแหน่ง กกต.ร้อยละ 39.24 ระบุควรชี้แจงเหตุผลเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ร้อยละ 32.72 ระบุใช้อำนาจมากเกินไป ร้อยละ 32.46 กระทบภาพลักษณ์ คสช. มีผลต่อความเชื่อมั่น ทั้งนี้ ร้อยละ 56.87 เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านั้นสะท้อนการเมืองไทยยังขัดแย้ง เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ ร้อยละ 44.35 ระบุการเมืองไทยขาดเสถียรภาพร้อยละ 30.32 ควรมีการเลือกตั้ง ร้อยละ 51.21 ระบุพล.อ.ประยุทธ์ยังเอาอยู่ ร้อยละ 29.61 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 19.18 ระบุเอาไม่อยู่
รอรัฐบาลเลือกตั้งมาปฏิรูป ศก.
ด้านกรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็น “อนาคตพรรคการเมืองกับความหวังคนไทยในการเลือกตั้ง” จาก 1,192 คน พบว่าร้อยละ 65.4 เห็นว่าการเปิดให้ยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคช่วยสร้างทางเลือกใหม่มากขึ้น ร้อยละ 39.3 ทำให้การเมืองคึกคักขึ้น และร้อยละ 28.7 มีพรรคมากไปทำให้เสียงแตก โดยร้อยละ 65.0 อยากให้มีสมาชิกพรรคที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายแขนง ร้อยละ 43.2 อยากให้มีนโยบายใหม่ๆที่พลิกโฉมประเทศ ร้อยละ 35.7 อยากให้สานต่อนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนสิ่งที่หวังและรอคอยอยากจะเห็นภายหลังการเลือกตั้งที่จะถึง ร้อยละ 78.6 อยากเห็นการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ รองลงมาร้อยละ 64.6 อยากเห็นการปฏิรูปด้านสังคม กระบวนการยุติธรรม การศึกษา ร้อยละ 40.8 อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ ด้านคะแนนนิยมต่อพรรคการเมืองพบว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ร้อยละ 14.3 (ลดลงจากผลสำรวจเดือน พ.ค.2560 ร้อยละ 3.5) รองลงมาคือพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 12.2 (ลดลงร้อยละ3.4) และพรรคอนาคตใหม่มีคะแนนนิยมร้อยละ 3.9
ขอคืนรถเมล์ฟรี–แก้ทุจริตภาครัฐ
ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง “ประชาธิปไตยกับการเลือกพรรค” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,047 ราย ระหว่างวันที่ 15-24 มี.ค.พบว่าร้อยละ 60.8 รู้เข้าใจประชาธิปไตย ร้อยละ 39.2 ไม่รู้ ไม่ทราบ ทั้งนี้ ร้อยละ 48.9 เลือกพรรคในใจแล้ว ร้อยละ 51.1 ไม่เลือกพรรคใด โดยคนรายได้น้อย ร้อยละ 52.6 เลือกพรรคในใจแล้ว แต่คนรายได้มาก ร้อยละ 61.4 ไม่เลือกพรรคใด ส่วนความต้องการที่อยากให้รัฐบาลและ คสช.ทำ ร้อยละ 68.9 ต้องการให้คืนรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี รักษาโรคฟรี ร้อยละ 66.5 ให้แก้ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันในหน่วยงานรัฐ โกงเงินคนจน ร้อยละ 63.2 ต้องการความปลอดภัยทางถนน ในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 62.4 แก้ปัญหายาเสพติด จัดระเบียบสังคม ร้อยละ 59.8 ต้องการให้ใช้มาตรการเด็ดขาดทุกปัญหา อย่าหย่อนผ่อนปรน ร้อยละ 56.8 ต้องการให้ปรับปรุงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม ร้อยละ 54.1 ต้องการให้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
อดีต สปช.เปิดตัว คชปท.ดันปฏิรูป
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายช่วยกันปฏิรูปประเทศไทยทันที (คชปท.) แถลงเปิดตัว คชปท. ที่มีอดีต สปช.เข้าร่วม 35 คน อาทิ นายมีชัย วีระไวทยะ นายมานิจ สุขสมจิตรน.ส.รสนา โตสิตระกูล โดย นพ.ชูชัยกล่าวว่า คชปท.เกิด จากอดีตสมาชิก สปช. 35 คนเห็นตรงกันว่าข้อเสนอของ สปช.ควรได้รับการขับเคลื่อนผลักดันต่อไป โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำ การศึกษา และการลดอำนาจของส่วนกลางและภูมิภาค ไปเพิ่มให้ประชาชนและท้องถิ่น หากรัฐบาลเพียงลำพังจะใช้อำนาจปฏิรูปจะไม่สำเร็จ หรือสำเร็จแต่ไม่ยั่งยืน ภารกิจของ คชปท.จะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้การปฏิรูปที่ สปช.เคยรวบรวมไว้ และเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมต่อสังคม รวมทั้งจะมีข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ต่อรัฐบาลเป็นระยะ
แนะสร้างโรงเรียนเฉพาะทาง
จากนั้น คชปท.ได้จัดเสวนาสาธารณะ เรื่อง “การปฏิรูประบบการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทันที” โดยนายมีชัย วีระไวทยะ อดีต สปช.กล่าวตอนหนึ่งว่า เราต้องสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เริ่มต้นให้นักเรียนมีบทบาทเป็นผู้นำในการบริหารจัดการภายในโรงเรียนตนเอง สอนให้เด็กตระหนักปัญหาการรับสินบน กล้าคิดกล้าถาม ที่ผ่านมาเรามีโรงเรียนเตรียมทหาร ดังนั้นควรมีโรงเรียนเตรียมอนาคต หรือเตรียมการเฉพาะอาชีพนั้นๆเพิ่มเติมอีก เช่น โรงเรียนเตรียมแพทย์ โรงเรียนเตรียมครู โรงเรียนเตรียมการเกษตร โรงเรียนเตรียมพยาบาล นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิก สนช.กล่าวว่า ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำมาก มีความแตกต่างคนจนกับคนรวย ครอบครัวไหนยากจนส่งลูกเรียนได้น้อย รัฐบาลต้องพยายามไม่แจกเงินอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนา มีกองทุนเพื่อความเสมอภาค แทนการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
ที่มาไทยรัฐ